เลว : 7
ผ่านมาหลายอาทิตย์แล้วครับที่ผมมาอยู่คอนโดเดียวกับหมอ
เขาดูแลผมดีมากแม้จะไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยกัน ผมทำงานของผมเขาก็ทำงานของเขา
เวลาที่ผ่านมาทำให้ผมรู้ว่าหมอเป็นคนน่ารัก....
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยังขัดใจคือหมอยังคงไปรับเพื่อนเขากลับไปส่งบ้านทุกวัน
ครับ....รับกลับพร้อมๆ
กับผม
เราสามคนนั่งรถคันเดียวกันทุกเย็นเขาจะไปส่งเพื่อนเขาก่อนแล้วเราค่อยกลับมาคอนโด
แต่ผมก็ไม่ได้เรียกร้องหรือต่อว่าอะไร
ผมรู้ว่าหมอก็ลำบากใจเพราะนั่นคือเพื่อนสนิทและผมก็เป็นคนที่หมอเรียกว่าคนรัก
ผมมาทีหลังผมเข้าใจดี
ผมได้แต่ยิ้มแล้วบอกหมอว่าผมโอเค
ก่อนหน้านั้นเขาเลิกติดต่อหมอไปพักใหญ่หลังจากที่ทะเลาะกันเพราะผมวันนั้น
แต่จู่ๆ เขาก็กลับมา เขายอมที่จะไปไหนมาไหนโดยมีผมด้วย
แต่แน่นอนว่าฝ่ายนั้นไม่พูดกับผมสักคำ....เขาคุยแค่หมอและมีผมนั่งเงียบ
มิชชั่นของผมมันยังไม่สำเร็จสินะ
“เฮ้อออ” ถอนหายใจเมื่อคิดถึงเรื่องรกสมอง
ผมสะบัดหัวไล่ทิ้งไป มองของที่อยู่ตรงหน้าแล้วได้แต่หลับตาลง
นี่สิสิ่งที่น่ากังวลกว่าผู้ชายคนนั้น
แม้ว่าเช้านี้จะสดใส เมฆไม่ครึ้มฝนไม่ตก
อากาศก็น่าจะร้อนตามสภาพอากาศเมืองไทยแต่ยังดีที่มีลมเย็นๆ พัดอยู่ตลอดเวลา
แต่ทั้งหมดที่พูดมามันลบความตื่นเต้นในใจของผมออกไปไม่ได้เลย
“เสร็จยังครับ” หมอถามขึ้นจากทางด้านหลังทำให้ผมที่กำลังง่วนอยู่ในครัวต้องหันกลับไปมอง
ฝ่ายนั้นยืนพิงประตูกอดอกมองมาที่ผม
เขาส่งยิ้มมาให้และผมก็มอบกลับไปเช่นกัน
เรากำลังจะไปบ้านของหมอ
บ้านที่มีพ่อและแม่ของหมออยู่ที่นั่น......
“เสร็จแล้ว
หมอ....ผมว่าเราไปกันวันหลังดีไหมหรือไม่ก็ให้ผมรออยู่ที่นี่” ผมเอ่ยบอกหมอด้วยสีหน้าเป็นกังวล ผมกัดปากล่างอย่างคนกำลังตื่นเต้น
และหมอก็เดินเข้ามาประชิดตัวก่อนจะจับมือผมไปกุมไว้
“คุณไม่ต้องกลัว
พ่อแม่ผมเขาใจดี เขาต้องชอบคุณมากแน่ๆ”
หมอพูดเพื่อให้ผมมั่นใจ เขาไม่สนใจคำร้องขอของผม
เขายังคงพูดประโยคเดิมซ้ำๆ
ตั้งแต่เมื่อวานว่าพ่อกับแม่ของเขาใจดี
ผมสบตาเขา
เขาเพียงแต่บีบมือให้กำลังใจ
ผมไม่คิดว่าจะได้เปิดตัวกับครอบครัวของหมอด้วยซ้ำ
มันเร็วเกินไปจนตอนนี้ผมเริ่มกลัวขึ้นมาแล้วจริงๆ
นึกไม่ออกถ้าพ่อแม่หมอไม่ชอบผม.....
ผมยังไม่อยากเป็นศัตรูกับครอบครัวของหมอหรอกนะ
“เลิกขมวดคิ้วได้แล้ว
ไปกันเถอะเดี๋ยวจะสาย” หมอใช้นิ้วชี้จิ้มลงตรงหว่างคิ้วของผม
บดคลึงไปมาให้ผมคลายปมคิ้วออกจากกัน
ผมเดินตามหมอออกไปพร้อมกับกล่องอาหารที่ผมลุกขึ้นมาทำเองตั้งแต่เช้ามืด
เกิดมาผมไม่เคยสัมผัสคำว่ากลัวมาก่อน
และนี่จะเป็นครั้งแรก
“กลัวเหรอ”
หมอหันมาถามเมื่อหมอขับรถเข้าจอดในโรงจอดรถ
ใช้เวลาเกือบชั่วโมงจากคอนโดจนตอนนี้เรามาถึงบ้านของครอบครัวพ่วงจันทร์
ผมหันมองหมอ แววตาของผมคงตอบทุกอย่างชัดเจนแล้ว
หมอยิ้มให้ก่อนจะพูดปลอบใจ
“อย่ากลัว
คุณต้องรักพวกท่านแน่ๆ”
รักเหรอ.....
ผมหันกลับไปมองบ้านที่อยู่นอกหน้าต่างรถ
บ้านที่ใหญ่เหมือนวัง บ้านในฝันที่ผมอยากได้ อยู่ใกล้แค่นี้แท้ๆ
คนอื่นๆ
ที่ผ่านมันเป็นแค่รักแบบฉาบฉวย ไม่มีใครคิดจะยกย่องผู้ชายที่เจอตามผับแบบผมออกหน้าออกตาหรอก
ไม่เคยมี.....
ต่อให้ผมแสร้งทำว่าเป็นคนดีมากแค่ไหน
สุดท้ายทุกคนก็เลือกคนที่เหมาะสมกับตัวเองอยู่ดี
ยกเว้นหมอฐิติพันธ์
เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อแสดงให้ผมเห็นว่าเขาพร้อมจะคบกับผมแบบเปิดเผย
รู้สึกดีที่ในที่สุดหมอกํตกหลุมของผม
แม้ว่าผมจะออกแรงขุดไม่มากแต่ผลลัพธ์ที่ได้มันก็ทำให้ผมพอใจ
ความหวังของผมแค่ได้อยู่กับหมอจนกว่าผมจะรู้สึกว่าอิ่มตัว
แต่นี่มันออกจะเกินความตั้งใจของผมไปสักหน่อย
วันนี้ ตอนนี้
เป็นครั้งแรกที่ผมต้องเข้าหาผู้ใหญ่ ผมไม่รู้ว่าพ่อแม่ของหมอดูคนเก่งมากแค่ไหน
เขาจะจับนิสัยผมได้หรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ผมกังวล
ผมยังได้จากหมอไม่พอเลย
ผมไม่ยอมเลิกกับหมอง่ายๆ
แน่
ถ้าสุดท้ายแล้วสถานการณ์มันบังคับให้ผมต้องเลวกับพ่อแม่ของหมอ
ผมก็จำเป็นต้องทำ
“คุณหนูของป้า” กำลังเดินข้ามประตูบ้านหลังงาม
ก็มีผู้หญิงรูปร่างท้วมมีอายุวิ่งมากอดหมอที่ยืนอ้าแขนรอรับ
ผมยืนมองภาพนั้นด้วยความประหลาดใจ
“ไม่กลับมานานเลยนะคะ
พอป้ารู้ว่าคุณนิวจะมาป้าทำของโปรดของคุณหลายอย่างเลย”
“ขอโทษครับ
พอดีงานที่โรงพยาบาลยุ่งมากจริงๆ” หมอตอบกลับด้วยรอยยิ้ม อีกฝ่ายก็ส่ายหัวบอกไม่เป็นไร
มืออูมๆ คู่นั้นลูบหน้าลูบตาหมอด้วยความห่วงปนคิดถึง
ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แม่....แต่ทำไมเขาสองคนถึงแสดงความรักกันแบบนี้ล่ะ
คนที่เลี้ยงหมอมาเหรอ...
ผมไม่รู้จักความรักแบบนี้สักเท่าไหร่.....
อ๊ะ!
“เพื่อนคุณนิวใช่ไหมคะ มาป้ากอดที” ผมตกใจที่จู่ๆ ก็โดนดึงไปกอดไว้แน่น ฝ่ามือคู่นั้นลูบหลังผมช้าๆ
ผมเกร็งตัวในตอนแรกก่อนจะผ่อนคลายลง
“ทานข้าวกันนะ เชิญค่ะ คุณๆ
รอที่โต๊ะเรียบร้อย” ฝ่ายนั้นพูดรวดเดียวจบ
รอยยิ้มของคนใจดีถูกจุดประกายตั้งแต่ตอนแรกยันตอนนี้ตอนที่เขาหันหลังให้แล้วเดินนำพวกผมไปทางห้องอาหาร
ไม่ชิน.....
ผมไม่เคยได้รับอะไรแบบนี้
และตอนนี้มันเริ่มทำให้ผมรู้สึกระแวดระวัง
อะไรที่นิ่งๆ สงบในตอนแรก
มักจะมีคลื่นแรงโหมกระหน่ำซัดกลับมาในตอนสุดท้ายทุกครั้งไป
คนแบบผมมันอยู่ในโลกแคบและโหดร้าย
ธรรมดาที่ผมจะไม่ไว้ใจใคร
แม้กระทั่งพ่อแม่ตัวเอง
“แม่ครับ”
ทันทีที่เราสองคนปรากฏตัวที่ห้องอาหาร
หมอก็ละจากผมเดินเข้าไปหาคุณหญิงแม่ของเขาที่ยืนอ้าแขนรอรับ
กอดอีกแล้วเหรอ.....
ผมกำมือแน่น รู้สึกเกร็งขึ้นมาอีกรอบ
“พ่อครับ แม่ครับนี่อาทิตย์” หมอหันกลับมาหาผมก่อนจะแนะนำผมให้กับแม่ของเขาและผู้ชายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ
“สวัสดีครับ”
ผมยกมือขึ้นไหว้
สีหน้าของทั้งสองคนมองผมเหมือนประหลาดใจ
ผมก้มหน้าลงต่ำช้าๆ
เอาเลย....ผมชินแล้วถ้าต้องเจอคำด่าหรือคำดูถูกจากคนที่อยู่สูงกว่า
แต่ผมขอแรงๆ และเจ็บๆ ให้ถึงใจนะ เพราะผมมันคงตายด้านไปแล้ว
ฉากเรียกน้ำตาอาจจะต้องนำมาฉายตั้งแต่เจอกันครั้งแรก
ผมเงยหน้าขึ้นช้าๆ ไล่มองพ่อและแม่ของหมอทีละคน
“มาทานข้าวกับแม่มาลูก อาทิตย์ทานได้ไหม”
แม่ของหมอยิ้มกว้างมาให้ รวมถึงท่านประธานที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะก็ค่อยๆ
คลี่ยิ้มมาให้ผม
“ครับ”
ผมยืนช็อคอยู่กับที่จนหมอต้องเป็นคนเดินมาสะกิดให้ผมหลุดจากภวังค์
ทำไมไม่ใช่แบบที่ผมคิด
“ผมบอกแล้วว่าคุณจะรักพวกท่าน
ไปเถอะทานข้าวกัน” หมอก้มลงมาพูดใกล้ๆ
ก่อนจะดึงมือผมลงไปนั่งข้างๆ เขา
รักเหรอ......
“ทานเยอะๆ นะ
บนโต๊ะมีของโปรดนิวแต่อาทิตย์ทานได้ใช่ไหม เอ...แม่เรียกอาทิตย์ได้หรือเปล่า” ตอนที่แม่ของหมอถามผม เธอมีสีหน้ากังวลประกอบกับคำพูดของตัวเอง
ไม่สิ...มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ
ผม......
“เรียกแบ็คก็ได้ครับ” ผมตอบก่อนจะค่อยๆ หยิบช้อนและส้อมมาถือไว้ช้าๆ
“งั้นแม่เรียกแบ็คแล้วกัน” ผมพยักหน้าให้
ผมมองทั้งสามคนสลับไปมาอย่างประหลาดใจ
เสียงหัวเราะแบบนั้นคืออะไร
ไหนจะรอยยิ้มที่ทั้งสามคนมอบให้กันจนเหลือเผือแผ่มาถึงผมนั่นอีก
ผมไม่เคยเห็นเลย
กับครอบครัวตัวเอง ผมก็ไม่เคย....
“สวัสดีครับ”
แต่ในขณะที่ความสุขบนโต๊ะอาหารกำลังดำเนินไป
รวมถึงตัวผมที่เริ่มคลายความเกร็ง แขกรับเชิญก็ปรากฏขึ้นในฉากละครอย่างพอดิบพอดี
“บาส มาลูกมาทานข้าว”
แม่ของหมอตบลงที่เก้าอี้ตัวข้างๆ
ผมหันหน้ากลับมาวางสายตาไว้ที่จานข้าวตัวเอง หมอยื่นมือมาลูบที่ขาผมช้าๆ
หมอคิดว่าผมกำลังกลัว...
ผมไม่พูดอะไรจนเมื่อเก้าอี้ตรงข้ามผมถูกจองด้วยผู้ชายคนนั้น
เพื่อนสนิทของหมอที่นั่งลงและยกยิ้มมาให้ผม
“สวัสดีอาทิตย์” คนตรงข้ามผมเป็นคนเอ่ยทัก
ผมเงียบไม่ตอบอะไรได้แต่ยิ้มส่งให้
ฝ่ายนั้นเขายิ้มเหมือนคนเหนือกว่าผม ทั้งปากและตาของเขาคนนั้นชัดเจนว่ากำลังเยาะเย้ยและถากถางผม
ผมได้แต่กัดฟันและลงมือทานข้าว
ท่ามกลางเสียงพูดคุยที่สนิทสนมของทั้งสี่คน
ผมเหมือนถูกตัดออกจากการสื่อสาร
มีแค่หมอเท่านั้นที่คอยหันมาถามผมเหมือนพยายามดึงให้ผมกลับเข้าสู่วงสนทนา
รวมถึงพ่อแม่หมอที่คอยถามผมเป็นบางที
แต่ไม่นานก็ถูกเปลี่ยนหัวข้อคุยกันในสิ่งที่ผมไม่รู้
ฉลาดนี่......ฉลาดมากที่เลือกจะเปิดศึกต่อหน้าพ่อแม่ของหมอแบบนี้
แต่ขอโทษนะ....
ผมเล่นละครได้ทุกที่ทุกเวลา.....ก็บอกแล้วไง
ผมทำได้
‘ถ้ามันจำเป็น’
TBC_____SEX APPEAL NEWBACK เลว 8
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น