MIGA*BAS
‘บาสมีคนฝากขนมมาให้’
‘ใครหรอ’
‘ยืนอยู่ทางนู้นอ่ะ
หาเอาเองว่าใคร’
“กลับบ้านด้วยกันไหมบาส” ตั้มถามผมในขณะที่เรากำลังเก็บของเข้าล็อกเกอร์
ในมือตั้มมีกระเป๋าที่ใส่รองเท้าสตั๊ดคู่โปรด
เพราะเป็นรองเท้าคู่ที่เหมือนกับของพี่เอ็ม
“ไม่ล่ะเดี๋ยวปกรณ์มา” ผมยิ้ม ตั้มเลยขอตัวกลับก่อน
หันกลับมาเก็บของตัวเองให้เรียบร้อย
วันนี้ปกรณ์บอกว่าจะมารับกลับบ้านด้วยกัน ไม่ได้อยู่ใกล้กันหรอกนะแต่ก็ยังจะมา
ผมกับปกรณ์เราคบกันมาได้สามเดือนแล้วครับ
ก่อนหน้าเราเพียงแค่สนิทกันในระดับหนึ่งแต่ไม่มาก ไม่ค่อยคุยกันเท่าไหร่นอกจากเวลารับใช้ชาติ
ตลอดหกเดือนก่อนคบกับปกรณ์ในทุกๆ
วันไอ้ตั้มหรือใครก็แล้วแต่ที่อยู่ในทีมมักจะเอานมเปรี้ยวพร้อมด้วยขนมปังลูกเกดมาให้ผมไม่เคยขาด
ผมพยายามตามหาคนให้อยู่นานก็ไม่มีใครรู้
จนวันหนึ่งผมเห็นปกรณ์ยืนซื้อสองอย่างนี้ด้วยตาตัวเอง
ปกรณ์ดูตกใจที่เห็นผมยืนอยู่ไม่ไกล ผมถามตรงๆ
และก็ได้คำตอบมาว่าใช่
ผมคิดในใจไว้ว่าถ้าเจอตัวคนให้ผมจะบอกรักเขา.....เราตกลงคบกัน
“บาส” เสียงจากข้างหลังทำให้ผมละมือจากของที่กองอยู่บนเก้าอี้ก่อนจะหันไปมอง ที่คิดอะไรอยู่เพลินๆ
ก็ต้องละทิ้ง
“อ้าว พี่มิก้ามาหาใครครับ” ผมยิ้มให้ พี่มิก้าก็เดินถือถุงขนมเข้ามา
ทำไมถึงรู้ว่าเป็นถุงขนมน่ะเหรอ
ก็ตัว S และตัว P มันปรากฏชัดยังไงล่ะ
“มาหาบาส
พี่ซื้อมาฝาก” พี่มิก้ายื่นถุงขนมให้
ด้วยความที่เกรงใจเลยยื่นมือไปรับมา
“ขอบคุณครับ”
“แล้วนี่ทำอะไรอยู่” พี่มิก้านั่งลงที่เก้าอี้ตัวตรงข้าม ส่วนผมก็หันกลับมาเก็บของให้เสร็จ
เย็นมากแล้วด้วยตอนนี้
“เก็บของครับรอปกรณ์มารับกลับบ้าน”
ผมตอบแต่ก็ไม่ได้หันกลับไปมองคู่สนทนาหรอกนะครับ
มือยังคงสาละวนกับการยัดเสื้อลงกระเป๋าแล้วรูดซิป
“ปกรณ์ไม่ว่าง
ฝากพี่มารับบาสน่ะ” ผมขมวดคิ้วหันมามองพี่มิก้าตอนเก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ไม่เห็นปกรณ์โทรมาบอกเลย” ผมแปลกใจ แต่ไม่นานก็ยิ้มหวานอย่างคิดอะไรขึ้นได้
“แต่ไม่เห็นเป็นอะไรเลยอยู่กับพี่มิก้าได้กินของฟรีเยอะกว่าอีก
กลับกับพี่ก็ได้”
ผมยิ้มกว้างหยิบกระเป๋าขึ้นพาดบนไหล่
เดินฮัมเพลงออกนำพี่มิก้าไปก่อน ส่วนพี่มิก้าก็เอาแต่ยิ้มแล้วเดินตามผมมา
“อยากกินข้าว” ผมพูดในขณะที่รถพี่มิก้ากำลังแล่นอยู่บนท้องถนน เพลงสากลเพราะๆ
เปิดคลอทำให้ฟังได้เพลินๆ คนขับรถหน้าหล่อหันหน้ามาหาผม
“กินขนมก็พอมั้ง
อ้วนนะ” ผมหน้าบูดทันทีที่พูดจบ
“มันไม่พอพี่
ข้าวกับขนมมันไม่เหมือนกัน” รีบอธิบายให้คนตรงหน้าเข้าใจ
ข้าวคือข้าว ขนมคือขนมจะกินแทนกันไม่ได้
เหมือนแฟนกับกิ๊กน่ะแหละ อร่อยเหมือนกันแต่เอามาแทนกันไม่ได้
เกี่ยวไหมไม่รู้แต่ผมจะโยง
“โอเคๆ งั้นแวะห้างนะ
ร้านประจำ” ผมพยักหน้าตกลง
ส่วนพี่มิก้าก็หันไปตั้งใจขับรถอีกครั้ง
ตลอดทางมีแค่ผมที่ถามๆๆ
เหมือนเจ้าหนูจำไม ส่วนพี่มิก้าก็ตอบทุกอย่างอย่างไม่อิดออด
ไม่มีทีท่าว่าจะรำคาญด้วยนะ แต่มีเรื่องเดียวที่ตอบไม่ได้
ถามเท่าไหร่ก็ไม่เคยได้คำตอบสักที
“ทำไมพี่ถึงไม่ยอมมีแฟนล่ะ” ผมลองถามอีกครั้งเผื่อว่าครั้งนี้พี่มิก้าจะยอมตอบเพราะเห็นถึงความพยายามที่ถามมาเป็นร้อยรอบของผม
“ไม่ตอบนะ” พี่มิก้าหันมายิ้มให้พร้อมตอบคำตอบเดิมๆ เหมือนทุกครั้ง
ทำไมต้องปิดังด้วย
“แสดงว่าพี่มีแฟนแอบซุกซ่อนไว้” ผมลองเดา พี่มิก้าส่ายหัวรัว
“ไม่มีพี่โสด” ผมยกมือขึ้นจับปลายคางอย่างใช้ความคิด
“หรือว่า......”
แต่ไม่ยังได้เดาอะไรใหม่ พี่มิก้าก็รีบยกมือห้าม
“ไม่ต้องเดาแล้ว
โสดคือโสดน่า พี่แค่ไม่อยากมีใคร”
ผมไม่เชื่อหรอกว่าพี่มิก้าไม่อยากมีใคร คนสมบูรณ์แบบแบบพี่มิก้ามีคนเข้าหาเยอะแยะ
มีให้เลือกตั้งมากมายเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พร้อมจะมีใคร
ผมไม่เชื่อหรอก
“อย่ากินเยอะนะรู้ไหม” พี่มิก้ารีบห้ามคงกลัวว่าผมจะกินเยอะจนคืนนี้นอนไม่ได้
ผมพยักหน้าแต่สายตาก็เล็งเมนูไว้หลายอย่าง ตั้งใจจะสั่งทุกอย่างที่อยากกิน.....
ผมกับพี่มิก้านั่งโต๊ะติดกระจกแต่อยู่ด้านในสุด
ตอนเดินมามีแฟนบอลจำเราสองคนได้ก็มาขอถ่ายรูปแต่พี่มิก้าก็รีบห้ามบอกว่ายังไม่ได้กินข้าว
แฟนๆ ก็น่ารักดีบอกว่าไม่เป็นไรแค่จับมือก็ได้
ผ่านตรงนั้นมาได้ก็เพราะพี่มิก้าอีกแล้ว
ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกครับ
บ่อยไปที่เวลาเจอคนรุมเยอะๆ แล้วผมจะทำอะไรไม่ถูก
เป็นพี่มิก้าทุกครั้งสิน่าที่ต้องคอยช่วย
นี่ถ้าผมอยู่กับปกรณ์ก็คงจะยืนงงทั้งคู่เหมือนๆ กัน
“ช่วงนี้คบกับบาสเป็นไงบ้าง” ในขณะที่นั่งรออาหารมาเสิร์ฟพี่มิก้าก็ถามถึงผมกับปกรณ์
ตอนแรกผมงงว่าบาสไหน ผมเหรอ?
แต่ก็นึกได้ว่าหมายถึงปกรณ์ไม่ค่อยชินน่ะครับบางทีก็ลืมชื่อเล่นของปกรณ์ไปเลย
“ดีครับ
แต่ไม่ค่อยได้เจอกัน ปกรณ์เขาเจอเพื่อนบ่อยช่วงนี้” วันก่อนก็เห็นว่าอัพรูปคู่กับเพื่อนสมัยมัธยมเพื่อนผู้หญิงด้วยหน้าตาดีมากๆ
“แล้วไม่หึงหรือไง” พี่มิก้าทำหน้าประหลาดใจใส่ผม
หึงเหรอ.....ต้องหึงด้วยเหรอ
“ไม่นี่ครับ
ปกรณ์บอกว่าเพื่อน” คบกันต้องเชื่อใจนั่นคือสิ่งที่ผมคิด
ทุกครั้งพอจะโกรธหรือจะหึงทีไรก็จะชอบนึกไปถึงตอนที่ปกรณ์แอบส่งขนมให้ผมตลอด6เดือนทุกที
นั่นน่ะมันมากพอสำหรับผมเลยนะ ผมโกรธไม่ลงหรอก
“ดีแล้ว”
พี่มิก้ายิ้มๆ มาให้ผม ผมก็ได้แต่ยิ้มตอบ
ไม่รู้ทำไมพี่มิก้าไม่ค่อยร่าเริงเหมือนแต่ก่อนตอนรู้จักกันใหม่ๆ เลย
“อาหารมาแล้วค่ะ” ไม่นานพนักงานก็ยกถาดอาหารเดินมาที่โต๊ะของผม
มีกับข้าวสามสี่อย่างกับข้าวเปล่าสองจาน ผมเงยหน้ามองพี่มิก้าทันที
“ผมสั่งไป6อย่างนะพี่” มันหายไปไหนอีกสองกัน
“พี่ยกเลิกไปเอง
มาแค่สองคนกินอะไรเยอะแยะ อ้วนนะ”
พี่มิก้าหันไปบอกพนักงานว่าขอบคุณก่อนจะบอกว่าไม่มีอะไร
ผมมองกับข้าวสี่อย่างพลางนึกไปถึงอีกสองอย่างที่ไม่ได้มาพร้อมกัน
เสียดายจังเลย
“เอ๊ะ”
ผมมองออกไปนอกร้านตอนที่กำลังเคี้ยวข้าวในปาก
พี่มิก้ากำลังตักกุ้งที่แกะแล้วมาไว้ในจานผมก็หยุดชะงักพลางมองหน้าผมอย่างสงสัย
“มีอะไรบาส”
พี่มิก้าถามแต่ผมไม่ได้ตอบ
พี่มิก้าหันหลังไปมองทิศทางเดียวกับสายตาของผม พี่มิก้ารีบหันขวับกลับมาเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ผมส่ายหัว
วางช้อนในมือแล้วเดินออกจากร้านไปทันที
“ปกรณ์”
ผมเรียกคนตรงหน้าที่บอกกับพี่มิก้าว่าไม่ว่างมารับผม
เขายืนอยู่กับผู้หญิงนะ....
“อ้าวบาส...”
ปกรณ์ดูตกใจไม่น้อยที่เห็นผม ส่วนผู้หญิงอีกคนก็ส่งยิ้มมาให้ผมยิ้มตอบกลับไป
“แฟนเหรอ”
ไม่รู้อะไรทำให้ผมถามออกไปแบบนั้น ปกรณ์เงียบสักพักก่อนจะพยักหน้าแล้วตอบว่าใช่
ผมเหมือนคนโดนทุบที่หัวเจ็บนะ....แต่ไม่รู้สึกว่าอยากร้องไห้
แค่แปลกๆ
“แล้วบาสล่ะ”
ผมถาม ไม่โวยวาย ไม่ร้องไห้ ไม่เสียงดัง ถามนิ่งๆ
จนปกรณ์ต้องหันไปบอกแฟนว่าขอคุยกับผมสองคน
ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าแล้วเดินออกไป
ตอนนี้มีแค่ผมสองคนที่กำลังยืนมองหน้ากันอยู่ ปกรณ์มีแววตาสำนึกผิดมอบให้
ส่วนผมล่ะ
“ขอโทษนะ นั่นแฟนกูคบกันมาสองปีแล้ว” ปกรณ์เล่าให้ผมฟังช้าๆ ชาดีนี่ผมเป็นมือที่สามหรอกเหรอ
ปกรณ์รักเขา...แล้วมาเอาใจเราทำไม
“เหรอ....แล้วตลอด6เดือนนั่นล่ะ” ผมถามเพราะคาใจ ถ้าคบกันมาสองปีแล้วดูรักกันมากขนาดนี้
6เดือนนั้นก็ไม่ควรเกิดขึ้นใช่ไหม
“นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่กูอยากขอโทษ”
“ยังไง”
ปกรณ์เอื้อมมือมาจับที่ไหล่ของผมก่อนจะพูดตอบ
“กูไม่ใช่ผู้ชายคนนั้นของมึงหรอก
คนที่ส่งของให้ตลอด6เดือนนั่นน่ะ มันไม่ใช่กู”
ผมเหมือนโดนทุบซ้ำติดๆ กันสองครั้ง
ไม่ใช่ปกรณ์หรอกเหรอ........
“แต่บาสเห็นว่าปกรณ์เป็นคนซื้อ” อีกฝ่ายถอนหายใจก่อนจะพยายามส่งยิ้มมาให้ แต่ผมยิ้มตอบไม่ได้
ผมอยากรู้ความจริง
“วันที่มึงเห็นกูซื้อของน่ะ
ของนั่นกูไม่ได้ซื้อให้มึงหรอก ช่วงนั้นกูทะเลาะกับแฟนเลยตกลงคบกับมึง
ขอโทษที่หลอก ขอโทษที่ไม่ยอมบอกความจริง”
ผมฟังข้อความในประโยคด้วยความรู้สึกเฉยชา.....
“โกรธกูไหม เสียใจมากหรือเปล่า
ขอโทษอีกรอบนะบาส” ปกรณ์แทบจะลงไปกราบอ้อนวอนผมอยู่แล้ว
ผมลองถามหัวใจตัวเองดูว่าตอนนี้รู้สึกยังไง มันเสียใจไหม
ผิดหวังหรือเปล่า ถ้าผมรู้สึกอย่างที่ว่ามามันคงไม่แปลกหรอก แต่ที่แปลกมากๆ คือ
ผมดันไม่รู้สึกอะไรเลยน่ะสิ
“ไม่เป็นไรหรอก
ขอบใจนะที่ดูแลเรามาตลอดสามเดือน” ผมยิ้มให้ยื่นมือไปตบไหล่ปกรณ์เหมือนกัน
อีกฝ่ายเริ่มยิ้มออก
ผมควรโกรธหรือโมโหนะ แต่ไม่เลย ไม่รู้สึกอะไรเลย
เหมือนว่าโอเคเรากลับมาเป็นเพื่อนกันแค่นั้น
“ที่มึงไม่โกรธกูเพราะมึงไม่ได้ผูกพันกับกูหรือเปล่าบาส” ผมหันไปมองคนถาม ปกรณ์จ้องหน้าผมอยู่
“ผูกพันเหรอ”
ผมทำหน้างงต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม
“สามเดือนที่ผ่านมาเนี่ย
เราคบกันก็จริงแต่กูแทบจะไม่เคยดูแลอะไรมึงเลยนะ ย้อนคิดดูดีๆ
สิว่าใครที่อยู่กับมึงตลอดสามเดือนนี้”
คนที่อยู่กับผมเหรอ....
ผมคิดตามที่ปกรณ์บอกช้าๆ
คนที่อยู่กับผมนอกจากตั้มและคนในทีมก็มีอยู่คนเดียวคือปกรณ์ แต่ใช่....แทบจะนับชั่วโมงได้เลยที่เราอยู่ด้วยกัน
แล้วใครนะคนที่อยู่กับผมน่ะ....
“คิดดีๆ คนๆ
นั้นอาจจะเป็นคนที่มึงรักจริงๆ ก็ได้ คนในใจมึงมันไม่ใช่กูแต่แรกอยู่แล้วบาส”
“ไม่ใช่.....” ผมปฏิเสธพร้อมกับปกรณ์ส่ายหน้าเช่นกัน
จะเป็นไปได้ยังไง ผมไม่มีทางรักคนอื่นนอกจากปกรณ์หรอกในเมื่อผมเข้าใจมาตลอดว่าปกรณ์คือเข้าของขนมพวกนั้น
“มึงรักกูหรือรักเพราะเข้าใจว่ากูเป็นคนซื้อขนมให้มึงกันแน่” ผมไปแทบไม่เป็นเลยเมื่อเจอคำถามนี้
นั่นสิ...ผมรักใคร
“กูตอบให้...มึงรักคนส่งขนมและมึงก็รักคนที่อยู่ข้างๆ
มึงตลอดเวลาคนนั้น” ปกรณ์ตอบผม แต่ผมรีบปฏิเสธ
“บาสไม่มีทางรักใครสองคนหรอกนะปกรณ์” ผมเสียงดัง ไม่ใช่สิ ผมไม่ใช่คนแบบนั้น ผมไม่ใช่คนหลายใจนะ
ผมเงยหน้ามองคนตรงหน้า
ปกรณ์ยิ้มก่อนจะพูดให้ผมฟังช้าๆ......
“แล้วถ้าสองคนที่มึงว่า เขาคืนคนๆ
เดียวกันล่ะบาส.....” ผมตาโต....
“หมายความว่า.....”
ปกรณ์ไม่ตอบอะไรยิ้มให้ผมแล้วขอตัว
ผมมองตามหลังไปเห็นปกรณ์เดินไปหาแฟนที่ยืนรออยู่ไม่ไกล ทั้งสองคนหันมาโบกมือให้ผม
ก่อนจะเป็นปกรณ์ที่จิ้มนิ้วตัวเองเข้าที่ขมับข้างขวา หมายถึงให้คิดเหรอ..
“คนๆ นั้น...”
ผมแทบจะทุบตัวเองให้ตาย ความรุ้สึกนี้มันเหมือนหายใจไม่ออกมาชั่วขณะ
ผมกัดปากแน่นหันกลับไปยังร้านอาหารที่ผมเดินออกมา
ผมก้าวเท้ากลับไปอย่างรวดเร็ว
จุดหมายคือคนที่นั่งรอผมอยู่ที่โต๊ะนั้น
“มาแล้วเหรอ...กินข้าวสิพี่รออยู่นะ”
ผมเดินกลับมายืนอยู่ตรงหัวโต๊ะ พี่มิก้าเงยหน้าขึ้นมาพอเห็นว่าเป็นผมก็ยิ้มให้แล้วชี้ให้ผมนั่งลง
ผมนั่งลงที่เดิมมองคนที่หยิบช้อนขึ้นมาถือไว้อีกรอบก่อนจะเริ่มต้นการทานอาหารอีกครั้ง
พี่มิก้าไม่ทานข้าวต่อเพราะรอผมกลับมาทานด้วยกัน
นั่นสินะ ทำไมผมถึงมองข้ามเขากันล่ะ
ผมหยิบช้อนขึ้นมาถือไว้ กับข้าวอยู่เต็มจานผม
มีแต่ของโปรดที่พี่มิก้าตักมาให้ ผมไม่กินเห็ดแต่ชอบกะเทียม
เห็ดก็จะไม่มีอยู่ในจานของผมแต่จะมีกะเทียมที่ถูกตัดครึ่งแล้ววางไว้แทน
ตลอดสามเดือนเหรอ..........
แคร๊ง..
“อิ่มแล้วเหรอ” พี่มิก้าถามเมื่อเห็นผมวางช้อนไว้ที่ขอบจาน
ผมยิ้มน้อยๆ ส่ายหัวแทนคำตอบไม่อิ่มหรอกยังไม่ได้กินสักคำ
แต่ผมมีคำถามที่อยากถามมากๆ และต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้
“ถ้าตอนนี้พี่อยากซื้อขนมให้ผมกิน
พี่จะซื้ออะไรหรือพี่มิก้า”
พี่มิก้าทำหน้างงใส่ผม
ผมเองก็ไม่รู้อะไรทำให้ถามออกไปแบบนั้น
และตอนนี้ก็เริ่มใจเสียเพราะอีกฝ่ายนิ่งเงียบไปนาน
หรือบางทีที่ผมคิดอาจจะไม่ใช่
ผมก้มหน้าเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบอะไร
หยิบช้อนขึ้นมาใหม่แล้วบกตัวเองว่าหยุดเพ้อเจ้อ
ผมรู้สึกเสียใจมากกว่าตอนที่ถูกปกรณ์บอกเลิกซะอีก
“ถ้าให้พี่ซื้อเหรอ…….” แต่ไม่ทันที่ผมจะส่งข้าวเข้าปาก พี่มิก้าก็พูดบางอย่างพร้อมรอยยิ้มหวานๆ
ของเขา
เป็นคำตอบที่ผมดีใจที่สุดที่ได้ยินมัน
“พี่คงซื้อนมเปรี้ยว...กับขนมปังลูกเกดให้บาสล่ะมั้ง”
ผมยิ้มทั้งปากทั้งตาส่งให้พี่มิก้าทันที.....
‘มึงรักคนส่งขนมและมึงก็รักคนที่อยู่ข้างๆ
มึงตลอดเวลาคนนั้น’
‘แล้วถ้าสองคนที่มึงว่า เขาคืนคนๆ
เดียวกันล่ะบาส.....’
สองคนนั้นคือคนเดียวกันจริงๆ ด้วย
คนที่ผมรักไง......
By NanZnn ♡
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น