วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558

TONGPRINCE :: SOMEONE END




ตองปริ๊น.........END 



          หลังจบเกมส์


          พวกเรากลับเข้ามาเก็บของกันในห้องพักนักกีฬา ตอนนี้อีกห้านาทีจะสี่ทุ่ม ร่างกายต้องการที่นอนและห้องอาบน้ำ
          เพื่อนๆ ในทีมยังพูดคุยกันสนุกสนานถึงจะไม่ได้สามแต้มแต่แพ้นอกบ้านถือว่าไม่เป็นอะไร เสียดายมากกว่าแค่หนึ่งนาทีสุดท้าย ทุกคนจับเข่าคุยกันเรื่องนี้แม้บางทีจะมีบางคนแอบจิกกัดผมในบทสนทนานั้นก็ตามผมก็จะแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
          “กูว่านะประตูทีมเราอ่ะแกล้งทำมือไม้อ่อนตอนเห็นหน้าคนยิง ผมนี่คิ้วกระตุกถี่ๆ แต่ยังคงไม่สนใจเก็บพวกถุงมือสนับแข้งใส่กระเป๋าใบเล็กไว้ก่อนจะยัดใส่กระเป๋าเป้ใบใหญ่อีกทีให้เรียบร้อย
          กูก็คิดแบบนั้น ที่ยิงเข้าเพราะประตูเราตั้งใจไม่รับ คราวนี้ทั้งคิ้วทั้งปากเริ่มกระตุกพร้อมๆ กัน
          ผมหันหลังกลับไปมองเจ้าของเสียงเมื่อครู่นี้ เป็นไอ้ตังกับไอ้นิวเจ้าเก่าเจ้าเดิม แต่ไม่ได้มีแค่มันสองคนที่อยู่ตรงนั้นหรอกครับ น้องๆ คนอื่นก็นั่งร่วมวงสนทนากันด้วย เอาผมไปพูดจนกลายเป็นเรื่องขำขันประจำวัน ฮากันใหญ่
          กูคิดไว้แล้วว่าวันนี้เมืองทองเราต้องเสียสามแต้มให้เชียงราย ไอ้นิวมันพูดพร้อมกับอ้าปากรอไอ้แบ็คป้อนขนมปังใส่ปาก ส่วนมันเช็ดทำความสะอาดและขัดเงารองเท้าสตั๊ดอยู่
          ทำไมวะนิวว ไอ้ตังแกล้งเป็นลูกคู่ ส่วนกูนี่คันนิ้วตีนยิกๆ
          เอ๊า! ก็ประตูทีมอยากเราอยากได้ลูกเขาเนาะ ยอมให้สามแต้มถือว่าเป็นของขวัญเบิกทาง ไอ้นิวพูดทำหน้าท่าทางดูกวนตีน ส่วนไอ้ตังก็หันไปแท็กมือกับไอ้โจ๋อย่างชอบใจ
          ผมยืนเท้าเอวมองพวกมัน ไม่ใช่ครั้งแรกนะที่มันเอาเรื่องผมมาล้อเลียนแบบนี้ แต่ด่าไปก็เท่านั้น พวกมันไม่จำ
          จริงอย่างที่ไอ้นิวพูดป่ะพี่ตอง ผมหันไปทางคนถามค่อนข้างแปลกใจเพราะมันไม่พูดกับผมมาหลายวันน่าจะเรื่องเพื่อนมัน
ไอ้แบ็คมันถามผมหน้านิ่งๆ หยิบขนมเข้าปากสลับกับป้อนไอ้นิว มันยกยิ้มให้น้อยๆ แต่ผมกลับเกลียดสีหน้าของมันแบบนี้ที่สุด
หึ!”
          ผมส่ายหัวอย่างหน่ายในใจ ไม่ได้ตอบอะไรเพราะรู้สึกว่าคุยกับหมาไม่น่าจะมีประโยชน์ ผมหันมาเก็บของตัวเองจนเสร็จเลยเดินออกมาข้างนอกก่อน ไม่อยากอยู่ฟังพวกมันพูดไร้สาระ
          ยอมให้มันยิงเข้าอย่างนั้นเหรอ.......
ผมไม่ได้ยอม....
          ผมแค่หลบบอลจากเท้ามันไม่ทันแค่นั้นเอง
          เดินออกมาจากสนาม ผมก็เดินไปที่รถบัสของทีม เป็นรถที่เช่าจากจังหวัดเชียงใหม่เพื่อพาเราเดินทางจากโรงแรมมาสนามแข่งขัน พรุ่งนี้เช้าพวกผมกำหนดการเดินทางกลับคือตอนบ่ายสองโมงโดยเครื่องบินไปลงดอนเมือง
          แค่สองโมง....
          แต่ตอนนี้ผมยังไม่ได้คุยอะไรกับมันสักคำ
          ผมขึ้นไปนั่งบนรถ บนนั้นมีนั่งกันเกือบครบขาดแค่บางคนก็น่าจะเป็นพวกที่ยังเม้าสนั่นกันอยู่ในห้องพักนักกีฬา เพื่อนๆ รวมถึงพี่ๆ ก็เดินมาหาแล้วบอกว่าไม่เป็นไรลูกที่เชียงรายยิงเข้าพวกเขาเข้าใจ
          แต่ทุกคนยิ้มแบบมีเลศนัย?
          คือพวกเขาคงรู้กันทั้งทีมแล้วล่ะมั้งถ้าให้ผมเดา เรื่องของผมกับไอ้เด็กดอย แต่คงไม่มีใครกล้าพูดกล้าถามจะมีก็แต่ไอ้สองตัวเมื่อกี้ที่เล่นไม่รู้เวลา อยากแซวก็แซวขึ้นมาไม่เคยดูสีหน้ากู
          เจ็บเหี้ยๆ ผมยกมือขึ้นจับจมูกตัวเอง มันแสบใช่เล่นโดนเต็มๆ หน้าขนาดนั้น เลือดกำเดาไหลเลยฝ่ายพยาบาลนี่ตกใจกันใหญ่
ยอมรับว่าตั้งตัวไม่ทัน ที่ว่างในประตูตั้งเยอะใครจะคิดว่ามันจะเลือกยิงอัดหน้าผมจนเต็มแรง ในใจมันตอนนั้นคงไม่ได้กะเอาแต้มแล้วล่ะ กะเอาผมตาย
สมน้ำหน้า
ผมหลุดยิ้มเมื่อย้อนนึกไปถึงตอนแข่งจบเมื่อช่วงสามทุ่มที่ผ่านมา ผมอุตส่ายื่นหน้าไปให้มันดูว่าผลงานที่ทำมันแสบขนาดไหน มันกลับไม่สนใจแถมยังพูดสมน้ำหน้าผมอีก
ตอนนั้นผมยืนมองมันเดินไปแลกเสื้อกับพี่มุ้ย ทั้งๆ ที่ห้ามไปหยกๆ ว่าอย่าแลกกับใครมันก็ไม่ฟัง อืม.... ก็ไม่โทษมันหรอกที่ทำตัวต่อต้าน
ในเมื่อความผิดมันอยู่ที่ผม
สองอาทิตย์ก่อนถ้าผมเลือกที่จะตามมันมา ตามมาเพื่ออธิบายทุกอย่างให้มันฟัง มันคงไม่พยศใส่ผมขนาดนี้...........
แต่ในขณะเดียวกันถ้าผมเลือกตามมันมาตั้งแต่ตอนนั้น…..
ผมจะไม่มีวันรู้ใจตัวเอง........
ผมใช้เวลากับตัวเองเพื่อทบทวนทุกอย่าง รู้ว่าอาจจะสายเกินไปแต่มันก็แค่อาจจะเท่านั้น ผมไม่มีทางปล่อยให้มันสายจนกลายเป็นอดีต ผมตั้งใจแล้วว่าจะมาง้อมันครั้งนี้ด้วยคำตอบที่ผมแน่ใจ
ขอแค่มันถามว่าผมรักมันไหม....
ผมก็จะตอบมัน........
อยากหาเขาทำไมไม่ไปล่ะ ผมเงยหน้ามองคนที่ยืนอยู่เหนือเก้าอี้ตัวข้างหน้า เห็นพี่มุ้ยชะโงกหน้ากลับมาพูดกับผมด้วยรอยยิ้ม เขาใส่หมวกที่มีอะคลิลิคสีทองภาษาอังกฤษตัว M และตัว A
ใครล่ะพี่ แกล้งถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าพี่มุ้ยหมายถึงใคร
ปากหนักได้อะไรวะตอง เขายื่นหน้ามาถามผม
ผมถอนหายใจให้ศูนย์หน้าตัวเก๋าของทีม เอนตัวกับเบาะเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง สิ่งที่ปรากฏอยู่ภายนอกคือทุกสิ่งทุกอย่างของไอ้ปริ๊นที่เชียงราย เข้าใจความหมายขึ้นมาเลยว่า ห่างแค่เพียงเอื้อมมือมันเป็นยังไง
หน้าผมเขายังไม่อยากมองเลยพี่ นี่คือความจริงที่ผมพยายามทำใจยอมรับอยู่
ก่อนมาที่นี่ก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องเจออาการแบบนี้จากมันแม้จะบอกว่าไม่ยอมปล่อยมันไป แต่พอมาเจอจริงๆ แค่เสียงจะรั้งมันไว้ยังไม่มี ได้แค่จับมือแล้วเรียกชื่อสุดท้ายผมก็ต้องยอมปล่อยมือมันไป
ผมเองก็ยังไม่กล้ากระโจนเข้าใส่ กลัวคำตอบที่จะได้กลับมาจะทำให้ขาผมไม่มีแรง
แล้วมึงทำอะไรไว้เขาถึงไม่อยากมอง พี่มุ้ยถาม ผมคิดตาม
เรื่องมันเกิดจากอะไรนะ......เกิดจากการที่ผมหลงรักตั้ม?
แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไง
พี่รู้จักมันแค่สองอาทิตย์ แต่กลับกันมันรู้จักพี่มานานกว่านั้น...............
ประโยคของไอ้แบ็คมันวนเวียนอยู่ในหัวฝังลึกเข้าไปในสมอง คำตอบของคำพูดไอ้แบ็คมีอยู่อย่างเดียวคือไอ้ปริ๊นรักผม รักมานาน
รักทั้งๆ ที่รู้ว่าผมรักใครมาตลอดสองปี
ไม่รู้สิพี่ รู้แต่ว่ามันเสียใจ ผมยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัดว่าเพราะอะไรมันถึงทำปั้นปึ่งใส่ผม แต่ที่แน่ๆ ผมว่าสาเหตุน่าจะมาจากการเข้าใจผิด
ไม่ว่าเรื่องการกระทำหรือความรู้สึกของผมมันก็กำลังเข้าใจผิดทั้งหมด
รู้ว่าเสียใจแล้วทำไมไม่มาหาเขา ทำไมไม่ติดต่อ ปล่อยให้เขารอทำไม
กึก
ผมเหมือนโดนพี่มุ้ยเตะบอลอัดกลางหน้าผาก ความรู้สึกเหมือนเลือดกำเดาค่อยๆ ไหลลงมาอีกรอบแต่คราวนี้ไม่ใช่จมูก
........มันไหลออกมาจากหัวใจ
ผมแค่อยากให้เวลาตัวเองและให้เวลามันทบทวน ผมคิดไว้ว่ายังไงวันนี้ก็ต้องมา ผมเลยรอ รอให้มันพร้อมแล้วค่อยคุยกัน ผมพูดจบพี่มุ้ยก็ส่ายหน้า


เขารอมึงมาสองปีแล้วนะตอง มึงยังจะให้เขารอมึงอีกหรือไง
ก่อนจะพูดอีกประโยคที่ทำให้ผมเหมือนมีเลือดไหลออกมาจริงๆ



สำหรับมึงสองอาทิตย์อาจจะรอได้ แต่สำหรับบางคนนั่นหมายถึงความอดทนสุดท้ายที่เขามี



แล้วแบบนี้ผมต้องทำยังไง.............



PRINCE TALK

22.15 น.
ผมเดินกลับออกมาจากห้องอาบน้ำในสนาม มีผมและคนอื่นๆ ประปรายสามสี่คนที่ขอแช่น้ำที่นี่ก่อนกลับไปนอนที่ห้อง เดินออกมาเจอกับความว่างเปล่ารถบัสของสโมสรคงกลับไปแล้วตั้งแต่สิบห้านาทีก่อน ผมไม่ได้กลับพร้อมกันกับเพื่อนคนอื่นเพราะวันนี้ผมขับรถมาเอง
จากสนามกลับไปที่พักใช้เวลาประมาณ 20 นาที เป็นคอนโดขนาดกลางของสโมสรสำหรับนักเตะที่ไม่ต้องการออกไปหาที่พักข้างนอก ผมเลือกอยู่ที่นี่อยู่รวมกันกับเพื่อนๆ แต่เลือกนอนคนเดียวไม่มีรูมเมท
เจอกันเว้ย เพื่อนคนหนึ่งในทีมเดินมาทักผมก่อนจะแยกกันตรงประตูทางออก มันเดินไปที่รถที่มีแฟนมายืนรอส่วนผมก็เดินมาอีกทางที่รถผมจอดอยู่
ต่างกันตรงที่รถผมไม่มีใครมารอ
รอบๆ สนามผมยังเห็นแฟนบอลยืนกันกระจัดกระจาย เป็นแฟนฝั่งเชียงรายเพราะแฟนๆ ฝั่งเมืองทองคงขึ้นรถบัสกลับที่พักกันหมดแล้ว
รวมถึงรถบัสของนักเตะเมืองทองก็ได้.....เขากลับไปแล้ว
เฮ้อ ผมถอนหายใจมองบรรยากาศรอบๆ สนามที่มืดสนิท ก่อนหน้านี้มันยังเต็มไปด้วยผู้คนนับหมื่นคนแต่ตอนนี้สนามเชียงรายก็กลายเป็นที่ว่างๆ ให้คนมายืนถ่ายรูปเล่นๆ
ทุกอย่างมันมีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ไม่มีทางที่เราจะอยู่กับอดีตได้นาน ผ่านไปแค่วิเดียว นั่นก็เป็นอดีตไม่ใช่ปัจจุบัน
รวมถึงเรื่องของผมด้วย
พอซะที.....ความหวังสุดท้ายที่จะได้เห็นเขามาอธิบายอะไรให้ผมฟัง มันจบไปแล้ว จบไปพร้อมๆ กับล้อรถที่เขานั่งเคลื่อนตัวออกไป
ถอนหายใจใหญ่ๆ อีกครั้ง หันกลับมาสู่ปัจจุบันของตัวเอง ผมกดปลดล็อคประตูรถเพื่อที่จะขับมันกลับมุ่งสู่ห้องนอน
กึก
พี่ตอง...... ผมเรียกคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ยกมือขึ้นขยี้จนเจ็บตาก็ยังเห็นเป็นคนเดิม
ผมหันซ้ายหันขวาก็ไม่เจอรถบัสของทีมเมืองทอง แน่นอนว่ารถกลับออกไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว นั่นหมายความว่าพี่ตองมารอผม
ผมหันกลับไปมองพี่ตองอีกครั้ง เขากำลังเดินตรงมาทางผมตรงนี้ เขาเดินก้าวมาช้าๆ ผิดกับหัวใจของผมที่เต้นแรงเหมือนรัวกลอง ขาผมเองก็แข็งค้างอยู่กับที่ มันก้าวไม่ออกคิดในใจว่าให้รีบขึ้นรถแล้วขับออกไป หนีไปให้ไกลเหมือนทุกครั้ง
แต่ในใจสั่งว่าอย่า ส่วนลึกๆ มันบอกว่าให้หยุดอยู่ตรงนี้ หยุดอยู่กับที่เพื่อให้คนตรงหน้าเดินเข้ามาหา
ใจสั่งขาว่าอย่าเดินหนี......ครั้งนี้ผมต้องคุยกับเขา
มาทำไม ผมพูดออกไปโดยไม่ทันได้คิด....เมื่อตอนนี้เขามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของผม ความคิดกับปากมันสวนทางกัน
บรรยากาศโดยรอบกลับเข้าสู่ความเงียบเหมือนอย่างทุกวันที่สนามนี้ไม่ได้จัดการแข่งขัน เสียงลมหายใจของเขาดังอยู่ไม่ไกลเหมือนเสียงลมหายใจของผมที่เริ่มควบคุมไม่ได้
รอนานไหม ผมขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาจะถาม
รอเรื่องไหน พอผมถามไปแบบนี้ เขาก็ขำใส่ผม
ทุกเรื่องเลย ทุกเรื่องที่กูปล่อยให้มึงรอ ตลอดประโยคที่พี่ตองพูดเขาจะมอบรอยยิ้มกลับมาให้ผมด้วย แต่ผมไม่รู้สึกว่าอยากยิ้มเท่าไหร่เลย
“………………..”
ขอโทษนะที่ทิ้งให้มึงอยู่กับความเสียใจคนเดียวตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา พี่ตองพูด ผมมองหน้า
ไม่เป็นไรพี่ ผมเข้าใจว่ามันไม่ได้สำคัญอะไรผมก็อยากจะยิ้มกลับไปให้เขาบ้าง แต่เป็นยิ้มที่บอกว่าสงสารตัวเองที่พูดออกไปแบบนั้นไม่ใช่ยิ้มที่ยืนยันว่าผมไม่เป็นไร
ทำไมถึงพูดแบบนั้น มึงสำคัญกับกูนะปริ๊น พี่ตองขมวดคิ้วตอนพูดประโยคนี้กับผม สีหน้าของเขาเริ่มสลดลง
ผมหลุดหัวเราะ....สำคัญเหรอ
ไม่มีใครสำคัญกับพี่ได้เท่าตั้มหรอก สายตาที่พี่ใช้มองตั้มตอนอยู่ในค่ายมันตอบคำถามได้หมดแล้ว พี่อาจจะไม่รู้ตัว แต่ผมเห็นมันกับตาตัวเอง
ผมบอกคนตรงหน้าให้รู้ซะทีว่าอย่าให้ความหวังอะไรกับใครอีก เขาลืมอีกคนไม่ได้ถึงผมจะพยายามแทรกเข้าไปยังไง เขาก็ลืมไม่ได้
พี่ตองมองมาที่ผมนิ่งๆ เขาเงียบอยู่นานเหมือนคนกำลังใช้ความคิด เรายืนมองหน้ากันและเป็นผมที่ทนไม่ไหวก่อน
เราไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้วพี่ หลังจากนี้เราก็กลับไปสู่สถานะเดิมเถอะนะ กระพริบตาเพื่อบังคับไม่ให้น้ำใสๆ ไหลออกมา น้ำเสียงผมมันเบาเหมือนกำลังขอร้องเขา
ทรมานว่ะ.....
เป็นประโยคง่ายๆ ที่ผมนึกในใจว่าถ้าได้พูดคงไม่ตาย แต่มันไม่ใช่เลยข้างนอกมันไม่ตาย แต่หัวใจผมมันไม่ไหวแล้ว
ผมยืนนิ่ง เขาเองก็นิ่งไม่ตอบอะไรกลับมา จนผมเริ่มทนไม่ไหวเลือกจะหันหลังให้เขาแล้วก้าวขึ้นรถตัวเองที่จอดอยู่ตรงนั้น
แต่เพียงแค่เปิดประตู เสียงของคนด้านหลังก็พูดขึ้นทำให้ผมก้าวขาไม่ออก
สายตาที่มึงเห็นวันนั้นมันไม่ได้มีไว้ให้ตั้ม แต่มันมีไว้ให้มึงนะปริ๊น
ผมหันหน้ากลับไปมองเขาช้าๆ พี่ตองยิ้มบางๆ ให้ผมก่อนจะเริ่มต้นอธิบายอีกครั้งโดยไม่รอให้ผมได้ตอบอะไร
มึงเข้าใจกูผิด ทั้งหมดที่มึงเห็นกูไม่ได้ทำมันให้ตั้ม แต่เพราะทุกครั้งที่เห็นตั้มแล้วมันทำให้กูนึกถึงมึง ถ้ากูยิ้มให้ นั่นเพราะว่ากูขอบคุณเขาที่ทำให้มึงมารู้จักกู ถ้ากูทำหน้าเสียใจนั่นก็เพราะกูคิดถึงมึงพี่ตองพูดก่อนจะกลับมาเงียบ
ผมเหมือนโดนแช่แข็งอยู่กับที่ มือข้างหนึ่งยังเกาะขอบประตูรถเอาไว้ ยืนมองพี่ตองเดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ สายตาผมเงยขึ้นมองเขาช้าๆ เราสบตากันผิดที่ผมมีน้ำตาไหลส่วนเขาไม่มี
ทำไมถึงปล่อยให้ผมรออยู่ที่นี่ ให้ผมอยู่กับความเข้าใจผิดแบบนี้ ผมถามเขาบ้าง
ผมไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย เพียงแต่มันรู้สึกเหมือนคนเป็นหวัดหายใจไม่ออก แต่ได้รับการรักษาจนดีขึ้นเรื่อยๆ ผมเชื่อที่เขาพูดทุกอย่างมันจะแปลกไหม แต่ผมเชื่อ....
ที่กูไม่ติดต่อมาตลอดสองอาทิตย์ กูแค่อยากให้เราแน่ใจกันอีกสักครั้ง เรารู้จักกันเร็วไปแม้กูจะมั่นใจว่ายังไงมึงก็คือคนในหัวใจ ขอโทษที่ปล่อยให้มึงรอ
อย่างนั้นหรอกเหรอ
เขายื่นมามือเช็ดน้ำตาให้ผมช้าๆ ผมหยุดร้องไห้แล้ว เขายิ้มให้ผมอีกครั้งก่อนจะพูดกับผมอีกประโยค
จำได้ไหมที่กูบอกให้มึงรอวันที่กูพร้อมจะพูดคำว่ารักกับมึงแบบจริงๆ ตอนนี้กูพร้อมแล้วนะ ทุกอย่างในใจกูมันชัดแล้ว
ผมถูกอีกฝ่ายดึงให้พ้นประตูรถ ก่อนจะถูกจับให้มายืนอยู่ตรงหน้าเขา ถึงผมจะสูงแต่มันไม่พอที่จะทำให้เราสบตากันโดยไม่ต้องเงยหน้า เขาก้มลงมามองผมและมือของผมถูกเขาจับเอาไว้
ขอแค่มึงถาม....ถามกู ผมยกยิ้มตอบให้เขาไป
พี่รักผมหรือยัง
เป็นคำถามเดียวในตอนนี้ที่ผมอยากรู้คำตอบชัดๆ จากปากของเขา แค่คำเดียวผมจะยอมทิ้งความโกรธทุกอย่าง ลืมความเสียใจทั้งหมดที่มีทิ้งไป
พี่ตองยกมืออีกข้างขึ้นมาลูบแก้มผมก่อนจะตอบคำถาม เป็นคำตอบที่ทำผมยิ้มกว้างที่สุดในชีวิตก่อนที่ผมจะถูกเขาดึงไปกอดเอาไว้ทั้งตัว

พี่รักปริ๊น....รักเหมือนที่ปริ๊นรักพี่ รักนะ

ขอบคุณนะ.....ขอบคุณที่ทำให้การรอคอยของผมมันไม่สูญเปล่านะพี่ตอง

แกร๊ก
ปัง!
อื้อออ ผมถูกพี่ตองดันเข้ามาในห้องนอนก่อนที่พี่มันจะปิดประตูและล็อคกลอน ริมฝีปากของผมถูกปิดด้วยส่วนเดียวกันของเขา
พี่ตองแทบอุ้มผมขึ้นจนตัวลอย เราจูบกันอยู่นานตั้งแต่เข้าห้องมา พี่ตองไม่ปล่อยโอกาศให้ผมได้หายใจ
อ๊ะ....เดี๋ยว ผมร้องห้ามตอนถูกดันลงบนที่นอน มือใหญ่ปลดเสื้อผ้าของผมโยนทิ้งลงข้างเตียง
ผมบิดตัวปิดส่วนอ่อนไหว พี่ตองยกยิ้มเหมือนจะชอบใจกับท่าทางของผม
ยิ้มอะไร ผมถามตอนที่เขากำลังปลดเสื้อผ้าของตัวเองออก
มีความสุข เขาค่อยๆ โถมตัวลงมาทับตัวผม
ร่างเปลือยเปล่าของเราสองคนกำลังเสียดสีกันอยู่บนที่นอน ความเย็นจากแอร์ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหนาวแต่ตรงข้ามตอนนี้ผมร้อนจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
ขอบคุณนะปริ๊นที่รอกูมาจนถึงวันนี้ เขากดริมฝีปากลงบนหน้าผากของผมอย่างแผ่วเบา ผมหลับตาพริ้มยิ้มรับการกระทำนั้น
ขอบคุณเหมือนกันที่เป็นผม เขาจ้องตาแล้วยิ้มให้
เราสบตากันอีกครั้งและเป็นพี่ตองที่เริ่มเคลื่อนหน้าลงมาใกล้ใบหน้าของผม ชิดจนในที่สุดริมฝีปากเราประกบกันอีกครั้ง เราปรับองศาใบหน้าให้เข้าทาง ฝ่ามือของพี่ตองลูบไล้ไปทั่วตัวของผม มืออุ่นๆ สัมผัสกับเนื้อตัวเย็นๆ ของผมทำให้ขนลุกซู่
อ๊ะเจ็บ ผมนิ่วหน้าเมื่อพี่ตองค่อยๆ ดันส่วนนั้นของเขาเข้ามาในตัวผม
ก่อนหน้านั้นเขาเบิกทางด้วยนิ้วมือ ตอนนั้นว่าเจ็บแล้วแต่เทียบกับตอนนี้ไม่ได้ ผมเกร็งตัวแน่นเจ็บจนหายใจไม่ออก พี่ตองหยุดเคลื่อนไหวเขาก้มลงมาจูบผมอีกครั้งก่อนจะเคลื่อนใบหน้าลงต่ำไปที่แผ่นอกของผม
เขาละเลงลิ้นเล่นกับตรงนั้นเพื่อให้ผมลืมอาการจากด้านล่าง ผมเริ่มผ่อนคลายตัวเอง จิกมือเข้ากับศรีษะของพี่ตองอย่างทนไม่ไหว
ขยับแล้วนะ พี่ตองเงยหน้าจากสิ่งที่กระทำแล้วพูดขอ
ผมพยักหน้าช้าๆ
พี่ตองดันตัวเองเข้ามาอีกครั้งและครั้งนี้มันไปจนสุดทาง ผมค่อยๆ ผ่อนลมหายใจลดอาการเกร็ง เจ็บเหี้ยๆ ผมว่าตรงนั้นน่าจะฉีกขาดจากความใหญ่โตของพี่ตอง รู้สึกเหมือนมีเลือดออก
ขอโทษนะปริ๊น ให้ทำต่อไหม เขาถามตอนที่ผมกำลังจะหายเจ็บเนี่ยนะ?
ผมไหว สิ้นคำตอบพี่ตองก็เริ่มขยับช่วงล่างอีกครั้ง
ผมจิกมือลงที่กลางแผ่นหลังของเขา จิกแน่นเมื่อส่วนนั้นดันมาชิดกับด้านในของผม จากความเจ็บเริ่มเปลี่ยนเป็นความเสียวซ่าน
อ๊าๆๆ
ผมอ้าขาออกกว้างเมื่อพี่ตองเริ่มขยับเปลี่ยนท่าและเร่งความเร็วขึ้น ผมเองไม่รู้สึกเจ็บแล้วตอนนี้ เงยหน้าส่งเสียงครางรอรับการกระแทกจาคนข้างบนอย่างสุดทน
พึ่บๆๆๆ
อื้มม พี่ตองส่งเสียงครางต่ำในลำคอตลอดกิจกรรม
เมื่อปลายทางเข้ามาใกล้ ทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยความแรงจนในที่สุดผมก็ปลดปล่อยออกมา
อ๊ะ!!!!!! อ๊า!!!!!!” น้ำรักของผมเปรอะเปื้อนเต็มหน้าท้อง แต่ผมยังต้องเกร็งส่วนล่างรอรับเมื่อพี่ตองยังคงขยับอีกสาสี่ครั้งแล้วจึงตามาติดๆ กัน
อื้มมมม ปริ๊น..... เขาฉีดน้ำขาวขุ่นเข้ามาข้างในตัวผมจนไหลย้อนออกมาเปื้อนเต็มที่นอน
เขาทรุดตัวลงทับผม ก่อนจะก้มลงมาจูบที่ริมฝีปากของผมอีกครั้ง
รักมึงนะ เขากระซิบที่ข้างหูผมตอนที่กิจกรรมครั้งที่สองกำลังจะเริ่ม เขาขยับเข้าออกช้าๆ แต่ครั้งนี้เจ็บน้อยกว่าเมื่อมีส่วนที่ค้างคาด้านในเป็นตัวหล่อลื่นชั้นดี
ผมจิกเข้าที่แขนเขาอีกครั้ง
อ๊ะ...ผมก็รักพี่
สิ้นเสียงผมพี่ตองก็ลงมือกับร่างกายของผมอีกครั้ง และมันไม่จบแค่เพียงครั้งนี้
          ผมยิ้มรับทุกอย่างที่เขามอบให้ ไม่ว่ายังไงผมไม่เสียใจเลยที่ทนรอเขามาสองปี ผมไม่คิดว่าเราจะมีวันนี้
          วันที่พี่ตองรักผม

          วันที่เรารักกัน.........


THE END


   By NanZnn 



            มีฉากต่อจากนี้ขออ่านเพิ่มได้ที่ไลน์ ไอดี chjkkvdds



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น