ตองปริ๊น.........END ❤
หลังจบเกมส์
พวกเรากลับเข้ามาเก็บของกันในห้องพักนักกีฬา
ตอนนี้อีกห้านาทีจะสี่ทุ่ม ร่างกายต้องการที่นอนและห้องอาบน้ำ
เพื่อนๆ
ในทีมยังพูดคุยกันสนุกสนานถึงจะไม่ได้สามแต้มแต่แพ้นอกบ้านถือว่าไม่เป็นอะไร เสียดายมากกว่าแค่หนึ่งนาทีสุดท้าย
ทุกคนจับเข่าคุยกันเรื่องนี้แม้บางทีจะมีบางคนแอบจิกกัดผมในบทสนทนานั้นก็ตามผมก็จะแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
“กูว่านะประตูทีมเราอ่ะแกล้งทำมือไม้อ่อนตอนเห็นหน้าคนยิง” ผมนี่คิ้วกระตุกถี่ๆ แต่ยังคงไม่สนใจเก็บพวกถุงมือสนับแข้งใส่กระเป๋าใบเล็กไว้ก่อนจะยัดใส่กระเป๋าเป้ใบใหญ่อีกทีให้เรียบร้อย
“กูก็คิดแบบนั้น
ที่ยิงเข้าเพราะประตูเราตั้งใจไม่รับ”
คราวนี้ทั้งคิ้วทั้งปากเริ่มกระตุกพร้อมๆ กัน
ผมหันหลังกลับไปมองเจ้าของเสียงเมื่อครู่นี้
เป็นไอ้ตังกับไอ้นิวเจ้าเก่าเจ้าเดิม แต่ไม่ได้มีแค่มันสองคนที่อยู่ตรงนั้นหรอกครับ
น้องๆ คนอื่นก็นั่งร่วมวงสนทนากันด้วย เอาผมไปพูดจนกลายเป็นเรื่องขำขันประจำวัน ฮากันใหญ่
“กูคิดไว้แล้วว่าวันนี้เมืองทองเราต้องเสียสามแต้มให้เชียงราย” ไอ้นิวมันพูดพร้อมกับอ้าปากรอไอ้แบ็คป้อนขนมปังใส่ปาก
ส่วนมันเช็ดทำความสะอาดและขัดเงารองเท้าสตั๊ดอยู่
“ทำไมวะนิวว” ไอ้ตังแกล้งเป็นลูกคู่ ส่วนกูนี่คันนิ้วตีนยิกๆ
“เอ๊า! ก็ประตูทีมอยากเราอยากได้ลูกเขาเนาะ
ยอมให้สามแต้มถือว่าเป็นของขวัญเบิกทาง”
ไอ้นิวพูดทำหน้าท่าทางดูกวนตีน ส่วนไอ้ตังก็หันไปแท็กมือกับไอ้โจ๋อย่างชอบใจ
ผมยืนเท้าเอวมองพวกมัน
ไม่ใช่ครั้งแรกนะที่มันเอาเรื่องผมมาล้อเลียนแบบนี้ แต่ด่าไปก็เท่านั้น
พวกมันไม่จำ
“จริงอย่างที่ไอ้นิวพูดป่ะพี่ตอง” ผมหันไปทางคนถามค่อนข้างแปลกใจเพราะมันไม่พูดกับผมมาหลายวันน่าจะเรื่องเพื่อนมัน
ไอ้แบ็คมันถามผมหน้านิ่งๆ
หยิบขนมเข้าปากสลับกับป้อนไอ้นิว มันยกยิ้มให้น้อยๆ
แต่ผมกลับเกลียดสีหน้าของมันแบบนี้ที่สุด
“หึ!”
ผมส่ายหัวอย่างหน่ายในใจ
ไม่ได้ตอบอะไรเพราะรู้สึกว่าคุยกับหมาไม่น่าจะมีประโยชน์
ผมหันมาเก็บของตัวเองจนเสร็จเลยเดินออกมาข้างนอกก่อน
ไม่อยากอยู่ฟังพวกมันพูดไร้สาระ
ยอมให้มันยิงเข้าอย่างนั้นเหรอ.......
ผมไม่ได้ยอม....
ผมแค่หลบบอลจากเท้ามันไม่ทันแค่นั้นเอง
เดินออกมาจากสนาม
ผมก็เดินไปที่รถบัสของทีม
เป็นรถที่เช่าจากจังหวัดเชียงใหม่เพื่อพาเราเดินทางจากโรงแรมมาสนามแข่งขัน
พรุ่งนี้เช้าพวกผมกำหนดการเดินทางกลับคือตอนบ่ายสองโมงโดยเครื่องบินไปลงดอนเมือง
แค่สองโมง....
แต่ตอนนี้ผมยังไม่ได้คุยอะไรกับมันสักคำ
ผมขึ้นไปนั่งบนรถ บนนั้นมีนั่งกันเกือบครบขาดแค่บางคนก็น่าจะเป็นพวกที่ยังเม้าสนั่นกันอยู่ในห้องพักนักกีฬา
เพื่อนๆ รวมถึงพี่ๆ
ก็เดินมาหาแล้วบอกว่าไม่เป็นไรลูกที่เชียงรายยิงเข้าพวกเขาเข้าใจ
แต่ทุกคนยิ้มแบบมีเลศนัย?
คือพวกเขาคงรู้กันทั้งทีมแล้วล่ะมั้งถ้าให้ผมเดา
เรื่องของผมกับไอ้เด็กดอย
แต่คงไม่มีใครกล้าพูดกล้าถามจะมีก็แต่ไอ้สองตัวเมื่อกี้ที่เล่นไม่รู้เวลา
อยากแซวก็แซวขึ้นมาไม่เคยดูสีหน้ากู
“เจ็บเหี้ยๆ” ผมยกมือขึ้นจับจมูกตัวเอง มันแสบใช่เล่นโดนเต็มๆ หน้าขนาดนั้น
เลือดกำเดาไหลเลยฝ่ายพยาบาลนี่ตกใจกันใหญ่
ยอมรับว่าตั้งตัวไม่ทัน
ที่ว่างในประตูตั้งเยอะใครจะคิดว่ามันจะเลือกยิงอัดหน้าผมจนเต็มแรง
ในใจมันตอนนั้นคงไม่ได้กะเอาแต้มแล้วล่ะ กะเอาผมตาย
‘สมน้ำหน้า’
ผมหลุดยิ้มเมื่อย้อนนึกไปถึงตอนแข่งจบเมื่อช่วงสามทุ่มที่ผ่านมา
ผมอุตส่ายื่นหน้าไปให้มันดูว่าผลงานที่ทำมันแสบขนาดไหน
มันกลับไม่สนใจแถมยังพูดสมน้ำหน้าผมอีก
ตอนนั้นผมยืนมองมันเดินไปแลกเสื้อกับพี่มุ้ย
ทั้งๆ ที่ห้ามไปหยกๆ ว่าอย่าแลกกับใครมันก็ไม่ฟัง อืม.... ก็ไม่โทษมันหรอกที่ทำตัวต่อต้าน
ในเมื่อความผิดมันอยู่ที่ผม
สองอาทิตย์ก่อนถ้าผมเลือกที่จะตามมันมา ตามมาเพื่ออธิบายทุกอย่างให้มันฟัง
มันคงไม่พยศใส่ผมขนาดนี้...........
แต่ในขณะเดียวกันถ้าผมเลือกตามมันมาตั้งแต่ตอนนั้น…..
ผมจะไม่มีวันรู้ใจตัวเอง........
ผมใช้เวลากับตัวเองเพื่อทบทวนทุกอย่าง
รู้ว่าอาจจะสายเกินไปแต่มันก็แค่อาจจะเท่านั้น
ผมไม่มีทางปล่อยให้มันสายจนกลายเป็นอดีต
ผมตั้งใจแล้วว่าจะมาง้อมันครั้งนี้ด้วยคำตอบที่ผมแน่ใจ
ขอแค่มันถามว่าผมรักมันไหม....
ผมก็จะตอบมัน........
“อยากหาเขาทำไมไม่ไปล่ะ” ผมเงยหน้ามองคนที่ยืนอยู่เหนือเก้าอี้ตัวข้างหน้า
เห็นพี่มุ้ยชะโงกหน้ากลับมาพูดกับผมด้วยรอยยิ้ม
เขาใส่หมวกที่มีอะคลิลิคสีทองภาษาอังกฤษตัว M และตัว A
“ใครล่ะพี่”
แกล้งถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าพี่มุ้ยหมายถึงใคร
“ปากหนักได้อะไรวะตอง” เขายื่นหน้ามาถามผม
ผมถอนหายใจให้ศูนย์หน้าตัวเก๋าของทีม
เอนตัวกับเบาะเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
สิ่งที่ปรากฏอยู่ภายนอกคือทุกสิ่งทุกอย่างของไอ้ปริ๊นที่เชียงราย
เข้าใจความหมายขึ้นมาเลยว่า ‘ห่างแค่เพียงเอื้อมมือ’ มันเป็นยังไง
“หน้าผมเขายังไม่อยากมองเลยพี่” นี่คือความจริงที่ผมพยายามทำใจยอมรับอยู่
ก่อนมาที่นี่ก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องเจออาการแบบนี้จากมันแม้จะบอกว่าไม่ยอมปล่อยมันไป
แต่พอมาเจอจริงๆ แค่เสียงจะรั้งมันไว้ยังไม่มี
ได้แค่จับมือแล้วเรียกชื่อสุดท้ายผมก็ต้องยอมปล่อยมือมันไป
ผมเองก็ยังไม่กล้ากระโจนเข้าใส่ กลัวคำตอบที่จะได้กลับมาจะทำให้ขาผมไม่มีแรง
“แล้วมึงทำอะไรไว้เขาถึงไม่อยากมอง” พี่มุ้ยถาม ผมคิดตาม
เรื่องมันเกิดจากอะไรนะ......เกิดจากการที่ผมหลงรักตั้ม?
แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไง
‘พี่รู้จักมันแค่สองอาทิตย์
แต่กลับกันมันรู้จักพี่มานานกว่านั้น...............’
ประโยคของไอ้แบ็คมันวนเวียนอยู่ในหัวฝังลึกเข้าไปในสมอง
คำตอบของคำพูดไอ้แบ็คมีอยู่อย่างเดียวคือไอ้ปริ๊นรักผม รักมานาน
รักทั้งๆ ที่รู้ว่าผมรักใครมาตลอดสองปี
“ไม่รู้สิพี่ รู้แต่ว่ามันเสียใจ” ผมยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัดว่าเพราะอะไรมันถึงทำปั้นปึ่งใส่ผม แต่ที่แน่ๆ
ผมว่าสาเหตุน่าจะมาจากการเข้าใจผิด
ไม่ว่าเรื่องการกระทำหรือความรู้สึกของผมมันก็กำลังเข้าใจผิดทั้งหมด
“รู้ว่าเสียใจแล้วทำไมไม่มาหาเขา
ทำไมไม่ติดต่อ ปล่อยให้เขารอทำไม”
กึก
ผมเหมือนโดนพี่มุ้ยเตะบอลอัดกลางหน้าผาก
ความรู้สึกเหมือนเลือดกำเดาค่อยๆ ไหลลงมาอีกรอบแต่คราวนี้ไม่ใช่จมูก
........มันไหลออกมาจากหัวใจ
“ผมแค่อยากให้เวลาตัวเองและให้เวลามันทบทวน
ผมคิดไว้ว่ายังไงวันนี้ก็ต้องมา ผมเลยรอ รอให้มันพร้อมแล้วค่อยคุยกัน” ผมพูดจบพี่มุ้ยก็ส่ายหน้า
“เขารอมึงมาสองปีแล้วนะตอง
มึงยังจะให้เขารอมึงอีกหรือไง”
ก่อนจะพูดอีกประโยคที่ทำให้ผมเหมือนมีเลือดไหลออกมาจริงๆ
“สำหรับมึงสองอาทิตย์อาจจะรอได้
แต่สำหรับบางคนนั่นหมายถึงความอดทนสุดท้ายที่เขามี”
แล้วแบบนี้ผมต้องทำยังไง.............
PRINCE TALK
22.15 น.
ผมเดินกลับออกมาจากห้องอาบน้ำในสนาม
มีผมและคนอื่นๆ ประปรายสามสี่คนที่ขอแช่น้ำที่นี่ก่อนกลับไปนอนที่ห้อง
เดินออกมาเจอกับความว่างเปล่ารถบัสของสโมสรคงกลับไปแล้วตั้งแต่สิบห้านาทีก่อน
ผมไม่ได้กลับพร้อมกันกับเพื่อนคนอื่นเพราะวันนี้ผมขับรถมาเอง
จากสนามกลับไปที่พักใช้เวลาประมาณ 20 นาที
เป็นคอนโดขนาดกลางของสโมสรสำหรับนักเตะที่ไม่ต้องการออกไปหาที่พักข้างนอก
ผมเลือกอยู่ที่นี่อยู่รวมกันกับเพื่อนๆ แต่เลือกนอนคนเดียวไม่มีรูมเมท
“เจอกันเว้ย”
เพื่อนคนหนึ่งในทีมเดินมาทักผมก่อนจะแยกกันตรงประตูทางออก
มันเดินไปที่รถที่มีแฟนมายืนรอส่วนผมก็เดินมาอีกทางที่รถผมจอดอยู่
ต่างกันตรงที่รถผมไม่มีใครมารอ
รอบๆ สนามผมยังเห็นแฟนบอลยืนกันกระจัดกระจาย
เป็นแฟนฝั่งเชียงรายเพราะแฟนๆ ฝั่งเมืองทองคงขึ้นรถบัสกลับที่พักกันหมดแล้ว
รวมถึงรถบัสของนักเตะเมืองทองก็ได้.....เขากลับไปแล้ว
“เฮ้อ”
ผมถอนหายใจมองบรรยากาศรอบๆ สนามที่มืดสนิท
ก่อนหน้านี้มันยังเต็มไปด้วยผู้คนนับหมื่นคนแต่ตอนนี้สนามเชียงรายก็กลายเป็นที่ว่างๆ
ให้คนมายืนถ่ายรูปเล่นๆ
ทุกอย่างมันมีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ไม่มีทางที่เราจะอยู่กับอดีตได้นาน
ผ่านไปแค่วิเดียว นั่นก็เป็นอดีตไม่ใช่ปัจจุบัน
รวมถึงเรื่องของผมด้วย
พอซะที.....ความหวังสุดท้ายที่จะได้เห็นเขามาอธิบายอะไรให้ผมฟัง
มันจบไปแล้ว จบไปพร้อมๆ กับล้อรถที่เขานั่งเคลื่อนตัวออกไป
ถอนหายใจใหญ่ๆ อีกครั้ง หันกลับมาสู่ปัจจุบันของตัวเอง
ผมกดปลดล็อคประตูรถเพื่อที่จะขับมันกลับมุ่งสู่ห้องนอน
กึก
“พี่ตอง......” ผมเรียกคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา
ยกมือขึ้นขยี้จนเจ็บตาก็ยังเห็นเป็นคนเดิม
ผมหันซ้ายหันขวาก็ไม่เจอรถบัสของทีมเมืองทอง
แน่นอนว่ารถกลับออกไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว นั่นหมายความว่าพี่ตองมารอผม
ผมหันกลับไปมองพี่ตองอีกครั้ง เขากำลังเดินตรงมาทางผมตรงนี้
เขาเดินก้าวมาช้าๆ ผิดกับหัวใจของผมที่เต้นแรงเหมือนรัวกลอง
ขาผมเองก็แข็งค้างอยู่กับที่ มันก้าวไม่ออกคิดในใจว่าให้รีบขึ้นรถแล้วขับออกไป
หนีไปให้ไกลเหมือนทุกครั้ง
แต่ในใจสั่งว่าอย่า ส่วนลึกๆ
มันบอกว่าให้หยุดอยู่ตรงนี้ หยุดอยู่กับที่เพื่อให้คนตรงหน้าเดินเข้ามาหา
ใจสั่งขาว่าอย่าเดินหนี......ครั้งนี้ผมต้องคุยกับเขา
“มาทำไม”
ผมพูดออกไปโดยไม่ทันได้คิด....เมื่อตอนนี้เขามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของผม ความคิดกับปากมันสวนทางกัน
บรรยากาศโดยรอบกลับเข้าสู่ความเงียบเหมือนอย่างทุกวันที่สนามนี้ไม่ได้จัดการแข่งขัน
เสียงลมหายใจของเขาดังอยู่ไม่ไกลเหมือนเสียงลมหายใจของผมที่เริ่มควบคุมไม่ได้
“รอนานไหม”
ผมขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาจะถาม
“รอเรื่องไหน” พอผมถามไปแบบนี้ เขาก็ขำใส่ผม
“ทุกเรื่องเลย
ทุกเรื่องที่กูปล่อยให้มึงรอ”
ตลอดประโยคที่พี่ตองพูดเขาจะมอบรอยยิ้มกลับมาให้ผมด้วย แต่ผมไม่รู้สึกว่าอยากยิ้มเท่าไหร่เลย
“………………..”
“ขอโทษนะที่ทิ้งให้มึงอยู่กับความเสียใจคนเดียวตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา” พี่ตองพูด ผมมองหน้า
“ไม่เป็นไรพี่ ผมเข้าใจว่ามันไม่ได้สำคัญอะไร”
ผมก็อยากจะยิ้มกลับไปให้เขาบ้าง
แต่เป็นยิ้มที่บอกว่าสงสารตัวเองที่พูดออกไปแบบนั้นไม่ใช่ยิ้มที่ยืนยันว่าผมไม่เป็นไร
“ทำไมถึงพูดแบบนั้น
มึงสำคัญกับกูนะปริ๊น” พี่ตองขมวดคิ้วตอนพูดประโยคนี้กับผม
สีหน้าของเขาเริ่มสลดลง
ผมหลุดหัวเราะ....สำคัญเหรอ
“ไม่มีใครสำคัญกับพี่ได้เท่าตั้มหรอก
สายตาที่พี่ใช้มองตั้มตอนอยู่ในค่ายมันตอบคำถามได้หมดแล้ว พี่อาจจะไม่รู้ตัว
แต่ผมเห็นมันกับตาตัวเอง”
ผมบอกคนตรงหน้าให้รู้ซะทีว่าอย่าให้ความหวังอะไรกับใครอีก
เขาลืมอีกคนไม่ได้ถึงผมจะพยายามแทรกเข้าไปยังไง เขาก็ลืมไม่ได้
พี่ตองมองมาที่ผมนิ่งๆ
เขาเงียบอยู่นานเหมือนคนกำลังใช้ความคิด เรายืนมองหน้ากันและเป็นผมที่ทนไม่ไหวก่อน
“เราไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้วพี่
หลังจากนี้เราก็กลับไปสู่สถานะเดิมเถอะนะ”
กระพริบตาเพื่อบังคับไม่ให้น้ำใสๆ ไหลออกมา น้ำเสียงผมมันเบาเหมือนกำลังขอร้องเขา
ทรมานว่ะ.....
เป็นประโยคง่ายๆ
ที่ผมนึกในใจว่าถ้าได้พูดคงไม่ตาย แต่มันไม่ใช่เลยข้างนอกมันไม่ตาย
แต่หัวใจผมมันไม่ไหวแล้ว
ผมยืนนิ่ง เขาเองก็นิ่งไม่ตอบอะไรกลับมา
จนผมเริ่มทนไม่ไหวเลือกจะหันหลังให้เขาแล้วก้าวขึ้นรถตัวเองที่จอดอยู่ตรงนั้น
แต่เพียงแค่เปิดประตู
เสียงของคนด้านหลังก็พูดขึ้นทำให้ผมก้าวขาไม่ออก
“สายตาที่มึงเห็นวันนั้นมันไม่ได้มีไว้ให้ตั้ม
แต่มันมีไว้ให้มึงนะปริ๊น”
ผมหันหน้ากลับไปมองเขาช้าๆ พี่ตองยิ้มบางๆ
ให้ผมก่อนจะเริ่มต้นอธิบายอีกครั้งโดยไม่รอให้ผมได้ตอบอะไร
“มึงเข้าใจกูผิด
ทั้งหมดที่มึงเห็นกูไม่ได้ทำมันให้ตั้ม
แต่เพราะทุกครั้งที่เห็นตั้มแล้วมันทำให้กูนึกถึงมึง ถ้ากูยิ้มให้
นั่นเพราะว่ากูขอบคุณเขาที่ทำให้มึงมารู้จักกู
ถ้ากูทำหน้าเสียใจนั่นก็เพราะกูคิดถึงมึง” พี่ตองพูดก่อนจะกลับมาเงียบ
ผมเหมือนโดนแช่แข็งอยู่กับที่
มือข้างหนึ่งยังเกาะขอบประตูรถเอาไว้ ยืนมองพี่ตองเดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ
สายตาผมเงยขึ้นมองเขาช้าๆ เราสบตากันผิดที่ผมมีน้ำตาไหลส่วนเขาไม่มี
“ทำไมถึงปล่อยให้ผมรออยู่ที่นี่
ให้ผมอยู่กับความเข้าใจผิดแบบนี้” ผมถามเขาบ้าง
ผมไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย
เพียงแต่มันรู้สึกเหมือนคนเป็นหวัดหายใจไม่ออก แต่ได้รับการรักษาจนดีขึ้นเรื่อยๆ
ผมเชื่อที่เขาพูดทุกอย่างมันจะแปลกไหม แต่ผมเชื่อ....
“ที่กูไม่ติดต่อมาตลอดสองอาทิตย์
กูแค่อยากให้เราแน่ใจกันอีกสักครั้ง
เรารู้จักกันเร็วไปแม้กูจะมั่นใจว่ายังไงมึงก็คือคนในหัวใจ ขอโทษที่ปล่อยให้มึงรอ”
อย่างนั้นหรอกเหรอ
เขายื่นมามือเช็ดน้ำตาให้ผมช้าๆ
ผมหยุดร้องไห้แล้ว เขายิ้มให้ผมอีกครั้งก่อนจะพูดกับผมอีกประโยค
“จำได้ไหมที่กูบอกให้มึงรอวันที่กูพร้อมจะพูดคำว่ารักกับมึงแบบจริงๆ
ตอนนี้กูพร้อมแล้วนะ ทุกอย่างในใจกูมันชัดแล้ว”
ผมถูกอีกฝ่ายดึงให้พ้นประตูรถ ก่อนจะถูกจับให้มายืนอยู่ตรงหน้าเขา
ถึงผมจะสูงแต่มันไม่พอที่จะทำให้เราสบตากันโดยไม่ต้องเงยหน้า
เขาก้มลงมามองผมและมือของผมถูกเขาจับเอาไว้
“ขอแค่มึงถาม....ถามกู” ผมยกยิ้มตอบให้เขาไป
“พี่รักผมหรือยัง”
เป็นคำถามเดียวในตอนนี้ที่ผมอยากรู้คำตอบชัดๆ
จากปากของเขา แค่คำเดียวผมจะยอมทิ้งความโกรธทุกอย่าง
ลืมความเสียใจทั้งหมดที่มีทิ้งไป
พี่ตองยกมืออีกข้างขึ้นมาลูบแก้มผมก่อนจะตอบคำถาม
เป็นคำตอบที่ทำผมยิ้มกว้างที่สุดในชีวิตก่อนที่ผมจะถูกเขาดึงไปกอดเอาไว้ทั้งตัว
“พี่รักปริ๊น....รักเหมือนที่ปริ๊นรักพี่
รักนะ”
ขอบคุณนะ.....ขอบคุณที่ทำให้การรอคอยของผมมันไม่สูญเปล่านะพี่ตอง
แกร๊ก
ปัง!
“อื้อออ” ผมถูกพี่ตองดันเข้ามาในห้องนอนก่อนที่พี่มันจะปิดประตูและล็อคกลอน
ริมฝีปากของผมถูกปิดด้วยส่วนเดียวกันของเขา
พี่ตองแทบอุ้มผมขึ้นจนตัวลอย
เราจูบกันอยู่นานตั้งแต่เข้าห้องมา พี่ตองไม่ปล่อยโอกาศให้ผมได้หายใจ
“อ๊ะ....เดี๋ยว” ผมร้องห้ามตอนถูกดันลงบนที่นอน มือใหญ่ปลดเสื้อผ้าของผมโยนทิ้งลงข้างเตียง
ผมบิดตัวปิดส่วนอ่อนไหว
พี่ตองยกยิ้มเหมือนจะชอบใจกับท่าทางของผม
“ยิ้มอะไร”
ผมถามตอนที่เขากำลังปลดเสื้อผ้าของตัวเองออก
“มีความสุข”
เขาค่อยๆ โถมตัวลงมาทับตัวผม
ร่างเปลือยเปล่าของเราสองคนกำลังเสียดสีกันอยู่บนที่นอน
ความเย็นจากแอร์ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหนาวแต่ตรงข้ามตอนนี้ผมร้อนจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
“ขอบคุณนะปริ๊นที่รอกูมาจนถึงวันนี้” เขากดริมฝีปากลงบนหน้าผากของผมอย่างแผ่วเบา
ผมหลับตาพริ้มยิ้มรับการกระทำนั้น
“ขอบคุณเหมือนกันที่เป็นผม” เขาจ้องตาแล้วยิ้มให้
เราสบตากันอีกครั้งและเป็นพี่ตองที่เริ่มเคลื่อนหน้าลงมาใกล้ใบหน้าของผม
ชิดจนในที่สุดริมฝีปากเราประกบกันอีกครั้ง เราปรับองศาใบหน้าให้เข้าทาง ฝ่ามือของพี่ตองลูบไล้ไปทั่วตัวของผม
มืออุ่นๆ สัมผัสกับเนื้อตัวเย็นๆ ของผมทำให้ขนลุกซู่
“อ๊ะ…เจ็บ” ผมนิ่วหน้าเมื่อพี่ตองค่อยๆ ดันส่วนนั้นของเขาเข้ามาในตัวผม
ก่อนหน้านั้นเขาเบิกทางด้วยนิ้วมือ
ตอนนั้นว่าเจ็บแล้วแต่เทียบกับตอนนี้ไม่ได้ ผมเกร็งตัวแน่นเจ็บจนหายใจไม่ออก
พี่ตองหยุดเคลื่อนไหวเขาก้มลงมาจูบผมอีกครั้งก่อนจะเคลื่อนใบหน้าลงต่ำไปที่แผ่นอกของผม
เขาละเลงลิ้นเล่นกับตรงนั้นเพื่อให้ผมลืมอาการจากด้านล่าง
ผมเริ่มผ่อนคลายตัวเอง จิกมือเข้ากับศรีษะของพี่ตองอย่างทนไม่ไหว
“ขยับแล้วนะ”
พี่ตองเงยหน้าจากสิ่งที่กระทำแล้วพูดขอ
ผมพยักหน้าช้าๆ
พี่ตองดันตัวเองเข้ามาอีกครั้งและครั้งนี้มันไปจนสุดทาง
ผมค่อยๆ ผ่อนลมหายใจลดอาการเกร็ง เจ็บเหี้ยๆ
ผมว่าตรงนั้นน่าจะฉีกขาดจากความใหญ่โตของพี่ตอง รู้สึกเหมือนมีเลือดออก
“ขอโทษนะปริ๊น ให้ทำต่อไหม” เขาถามตอนที่ผมกำลังจะหายเจ็บเนี่ยนะ?
“ผมไหว”
สิ้นคำตอบพี่ตองก็เริ่มขยับช่วงล่างอีกครั้ง
ผมจิกมือลงที่กลางแผ่นหลังของเขา
จิกแน่นเมื่อส่วนนั้นดันมาชิดกับด้านในของผม
จากความเจ็บเริ่มเปลี่ยนเป็นความเสียวซ่าน
“อ๊าๆๆ”
ผมอ้าขาออกกว้างเมื่อพี่ตองเริ่มขยับเปลี่ยนท่าและเร่งความเร็วขึ้น
ผมเองไม่รู้สึกเจ็บแล้วตอนนี้ เงยหน้าส่งเสียงครางรอรับการกระแทกจาคนข้างบนอย่างสุดทน
พึ่บๆๆๆ
“อื้มม”
พี่ตองส่งเสียงครางต่ำในลำคอตลอดกิจกรรม
เมื่อปลายทางเข้ามาใกล้
ทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยความแรงจนในที่สุดผมก็ปลดปล่อยออกมา
“อ๊ะ!!!!!! อ๊า!!!!!!” น้ำรักของผมเปรอะเปื้อนเต็มหน้าท้อง
แต่ผมยังต้องเกร็งส่วนล่างรอรับเมื่อพี่ตองยังคงขยับอีกสาสี่ครั้งแล้วจึงตามาติดๆ
กัน
“อื้มมมม ปริ๊น.....” เขาฉีดน้ำขาวขุ่นเข้ามาข้างในตัวผมจนไหลย้อนออกมาเปื้อนเต็มที่นอน
เขาทรุดตัวลงทับผม
ก่อนจะก้มลงมาจูบที่ริมฝีปากของผมอีกครั้ง
“รักมึงนะ”
เขากระซิบที่ข้างหูผมตอนที่กิจกรรมครั้งที่สองกำลังจะเริ่ม เขาขยับเข้าออกช้าๆ
แต่ครั้งนี้เจ็บน้อยกว่าเมื่อมีส่วนที่ค้างคาด้านในเป็นตัวหล่อลื่นชั้นดี
ผมจิกเข้าที่แขนเขาอีกครั้ง
“อ๊ะ...ผมก็รักพี่”
สิ้นเสียงผมพี่ตองก็ลงมือกับร่างกายของผมอีกครั้ง
และมันไม่จบแค่เพียงครั้งนี้
ผมยิ้มรับทุกอย่างที่เขามอบให้
ไม่ว่ายังไงผมไม่เสียใจเลยที่ทนรอเขามาสองปี ผมไม่คิดว่าเราจะมีวันนี้
วันที่พี่ตองรักผม
วันที่เรารักกัน.........
THE END
By NanZnn ❤
มีฉากต่อจากนี้ขออ่านเพิ่มได้ที่ไลน์ ไอดี chjkkvdds
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น