วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558

TONGPRINCE :: SOMEONE 9



ตองปริ๊น........9



          วันสุดท้ายในการเก็บตัว


          08.45 น.

          ผมขอลูกชิ้นนะพี่ เสียงดังขึ้นของใครบางคนทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์ นั่งมองไอ้เก่งใช้ตะเกียบคีบลูกชิ้นไปจากถ้วยก๋วยเตี๋ยวของผมโดยไม่รอให้ผมอนุญาต
          ผมทำได้แต่มอง....ไม่ได้ห้าม
          ขอหมูด้วยนะ ผมถอนหายใจเลื่อนถ้วยไปให้มัน
          กินให้กูด้วยละกัน หมดถ้วยนั่นแหละ ผมว่าจบก็ลุกขึ้นยืน ไม่หิวเลยผมมีเรื่องที่อยากทำมากกว่ากินข้าวเช้าเสียอีกตอนนี้
          เฮ้ยพี่...พี่ตอง ไอ้เก่งตะโกนตามหลังแต่ผมไม่สนใจเดินมาเรื่อยๆ ตามทางเดิน คิดวนไปวนมา
          ว่าทำไมไอ้ปริ๊นถึงเมินผม....
          ตื่นนอนตอนเช้าผมทักทายมันด้วยใบหน้าแจ่มใสแต่มันกลับทำเพียงแค่มองผมนิ่งๆ แล้วก็เดินเข้าไปอาบน้ำ ผมไม่อยากเซ้าซี้มันมากเลยไม่ได้พูดอะไรต่อ หลังจากนั้นผมก็เข้าไปอาบน้ำต่อจากมัน แต่พอออกมากลับพบว่าไอ้ปริ๊นออกไปแล้ว
          มันไม่บอกและไม่รอผม.....
          ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำอะไรผิด มันไม่พูดผมก็ไม่รู้ ผมง้อคนไม่เป็นหรอกนะ แต่จะให้ผมทำยังไงถ้ามันยังเป็นแบบนี้
          ผมเดินไปที่สนามฟุตบอลตอนเก้าโมงพี่โก้นัดพวกเราทุกคนให้ไปพร้อมหน้าพร้อมตากันเพื่อจะแนะและพูดคุยครั้งสุดท้ายก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน
          ผมไม่รู้นะว่าตอนนี้ไอ้ปริ๊นมันอยู่ที่ส่วนไหนในค่าย ผมไม่ได้ตามหาเพราะอยากให้มันได้อยู่กับตัวเอง ดูแล้วมันเองก็คงยังไม่อยากเห็นผมสักเท่าไหร่ เซ็งนะครับโดนงอนทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร
          พลั่ก!
          “โอ๊ยยย ผมมองไอ้เด็กตรงหน้าที่ล้มลงก้นจ้ำเบ้า ขำว่ะวิ่งมาชนเขาแต่ตัวเองกลับล้มจนเจ็บตัว
          ไงวิ่งหนีป๋ามาเหรอไง ผมนั่งลงยองๆ ถามตั้มที่นั่งลูบสะโพกป้อยๆ ตั้มมันก็เงยหน้ามามองก่อนจะเอ่ยทักทายเมื่อเห็นว่าเป็นผม
          หวัดดีพี่ตอง ขอโทษด้วยที่วิ่งมาชน แต่ผมเจ็บว่ะ ผมหัวเราะมันทันทีที่พูดจบ
          พูดแล้วก็นึกย้อนไปถึงวันเกิดไอ้ต้นนะครับ วันนั้นไอ้ปริ๊นมันก็วิ่งมาชนผมแบบนี้ ล้มลงไปแบบนี้ เหมือนกับตั้มตอนนี้ แต่ที่ต่างกันคงจะเป็นเรื่องของความรู้สึกในหัวใจล่ะมั้ง
          เมื่อไหร่นะที่ผมมองตั้มเป็นน้องชายธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น
          รู้สึกคิดถึงมันจังตอนนี้
          แค่คิดถึงมันก็ทำผมยิ้มเหมือนคนไม่รู้ตัว....เข้าขั้นบ้าแล้วนะตอนนี้
          ยิ้มไรอ่ะพี่ ขนลุกว่ะ ผมสะบัดหัวไล่ความคิด ตั้มทำหน้าสยองใส่จนผมอดไม่ได้จะเอื้อมมือไปโบกมันแรงๆ
          โอ๊ย!” สำออยไหมเนี่ยตั้ม
          แล้วนี่วิ่งหนีอะไรมา ป๋าไปไหนละ หันซ้ายหันขวามองหาเจ้าชีวิตของไอ้ตั้มก็ไม่เห็นว่าจะอยู่ใกล้ๆ แถวนี้เลย
          วิ่งหนีไอ้เจมาพี่ มันไล่กอดไล่หอมคนอื่นเขาไปทั่ว ส่วนป๋าไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวตามมา ผมพยักหน้าให้เมื่อตั้มพูดจบ
          แล้วนี่ลุกไหวหรือเปล่า ผมถามเมื่อเห็นมันยังนั่งไม่ยอมลุก
          สบายพี่ ผมไม่ได้ว่าอะไร ยิ้มให้มันบางๆ ก่อนจะเป็นฝ่ายลุกขึ้นยืนก่อน
          ผมยืนมองตั้มค่อยๆ ลุกอย่างสงสารปนขบขัน ถึงจะบอกไม่เจ็บแต่ก็คงช้ำอยู่ไม่มากก็น้อย ไอ้ตั้มลุกขึ้นยืนเต็มสองขาช้าๆ แต่มันทำท่าจะเซล้มไปข้างหลังมือผมไปไวกว่าความคิดเอื้อมไปดึงแขนมันไว้ได้ทัน
          ตกใจหมด ตัวมึงจะหักไหมเนี่ย ผมแกล้งแซวตอนปล่อยแขนเพื่อให้มันกลับมายืนดีๆ ตั้มมันไม่ชอบให้ใครบอกว่ามันแห้ง มันชอบพูดว่าตัวเองน่ะหุ่นสมส่วนคนอื่นน่ะอ้วนลงพุง นี่มึงฝันกลางวันหรือป๋าโกหกเพื่อให้มึงสบายใจ
          ผมยืนหัวเราะส่วนไอ้ตั้มแยกเขี้ยวแทบจะแดกหัว
          หุ่นดีเว้ย ไปละป๋ามาแล้ว มันรีบเปลี่ยนสีหน้ามาเมื่อสุทธินันท์เดินตรงมาทางนี้
          แรด....
          คำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนนี้ แต่ก่อนตอนรักมันไม่เคยรู้สึกว่ามันเหมือนไอ้อุ้มมากมายขนาดนี้ ตอนนี้พออะไรๆ มันสว่างเปิดตามองกว้างขึ้น ตั้มแม่งแรดจริงๆ
ไม่เห็นจะน่ารักตรงไหนเลย
          ผมยืนมองตั้มกับพี่เอ็มกระหนุงกระหนิงกัน ตอนแรกก็ขำไปกับท่าทางตลกๆ ของทั้งสองคนที่หยอกกันไปมา แต่พอกลับมามองตัวเองก็ได้แต่หุบยิ้มไปเรื่อยๆ ปัญหาของผมกับไอ้ปริ๊นจะแก้จากตรงไหนดีในเมื่อผมยังสาเหตุไม่เจอเลย
          ผมถอนหายใจและค่อยๆ เบนสายตากลับมาก่อนจะมองไปกลางสนามฟุตบอล
          ปริ๊น..... ผมครางเรียกชื่อคนที่ยืนมองตรงมาทางนี้เสียงแผ่ว เกือบจะยิ้มเพราะดีใจอยู่แล้วแต่ก็ต้องแปก ผมรีบยั้งปากที่กำลังจะตะโกนเรียกมัน
เพราะไอ้ปริ๊นหันหลังให้ผมและเดินไปหานูรูลที่ยืนอยู่ไม่ไกล
ความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว.....
ผมกำลังจะก้าวไปหาไอ้ปริ๊นที่ยืนกับนูรูลคิดว่าต้องได้คุยกัน แต่ก็มีมือมาจับแขนผมไว้จากทางด้านหลัง หันกลับไปมองอัตโนมัติว่ามือนั้นเป็นของใครที่ทำให้ผมไม่ได้เดินไปเพื่อคุยกับไอ้ปริ๊นมัน
 “ไอ้แบ็ค
อย่าพี่ มันพูดห้ามผม ใบหน้ามันเรียบนิ่งดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร อ่านยากอีกแล้ว
อะไรวะ ไม่เข้าใจ ผมถามมัน
หลังค่ายนี้เราคงต้องมีเรื่องคุยกันหน่อย แต่ตอนนี้พี่ควรอยู่ให้ห่างจากเพื่อนผมไว้ แค่นี้ที่ผมจะบอก มันบอกผมแต่ดูเหมือนจะคล้ายประโยคคำสั่งมากกว่า มันทิ้งคำพูดไว้เท่านั้นก่อนจะเดินห่างออกไป
ผมมองตามหลังไอ้แบ็คด้วยความไม่เข้าใจ มองเลยไกลออกไปเห็นไอ้ปริ๊นยืนเหม่ออยู่ข้างๆ นูรูลและบาสชนินทร์
และเหมือนมันจะรู้ว่ามีคนแอบมองมันเงยหน้ามามองผม แต่ก็รีบหันหนีไปอีกทาง

อะไรกันวะ


นี่มันอะไรกัน!!!



13.36 น. 
ณ โรงแรมเอส.ซี ปาร์ค

เจอกันเว้ยพี่
เจอกันๆ
เสียงพูดคุยของพี่น้องร่วมทีมชาติแต่ต่างสโมสรดังระงมทั่วโรงแรมหลังจากกลับมาจากกิเลนวัลเล่ย์ พวกเราทุกคนยังคงมาตั้งหลักกันที่โรงแรมในสปอนเซอร์ แล้วค่อยแยกย้ายกันกลับถิ่นใครถิ่นมันในเย็นวันนี้
ผมสบายหน่อยเพราะรถที่ใช้ในแคมป์ทีมชาติเป็นของสโมสรตัวเองก็เดี๋ยวคงจะติดรถกลับไปที่สโมสรแล้วค่อยขับรถกลับบ้าน ผมจอดค้างไว้ที่นั่น
ส่วนใครที่อยู่ไกลจากกรุงเทพก็ต้องรอรถของสโมสรตัวเองมารับหรือไม่ก็ต้องนั่งรถของโรงแรมเพื่อไปยังสนามบินอย่างเช่น สโมสรเชียงราย....
มันกำลังจะไปขึ้นเครื่อง
แต่เรายังไม่ได้คุยกันสักประโยคเลย
ตลอดช่วงเช้าผมได้แต่แอบมองไอ้ปริ๊นอยู่ห่างๆ เราเหมือนกลับสู่สภาพเดิมตอนที่ยังไม่รู้จักกัน ทั้งๆ ที่เราเป็นแฟนกันแท้ๆ แต่ตอนนี้มันเหมือนว่าไม่ใช่ พอผมจะเข้าใกล้ไอ้ปริ๊นก็คอยเดินหนีไปให้ห่าง พอจะเดินไปหาอีกทีก็เจอมันอยู่กับไอ้แบ็คที่จ้องผมตาเขม็ง
เมื่อวานเรายังดีๆ อยู่เลย มันยิ้มให้ผม ผมยิ้มให้มัน กวินทร์ไงปริ๊น....คนทื่ยืนอยู่ตรงนี้ยังเป็นกูคนเดิม แต่มึงน่ะเป็นอะไร แค่เพียงข้ามคืน.....
มึงเป็นอะไรไป.....
พี่ตอง
ผมกำลังจะลากกระเป๋าไปหาไอ้ปริ๊นที่ยืนคุยอยู่กับพวกนูรูล ข้างๆ กันมีไอ้ฟาร์มเด็กจากสโมสรเดียวกันกับมัน แต่ก็ดันมีคนเรียกผมไว้
อีกแล้ว เจ้าเดิม
มีอะไร ผมหันไปถามแต่สายตายังคงคอยมองไอ้ปริ๊นไม่ห่าง ไอ้แบ็คถอนหายใจแต่ผมไม่สนใจ
พี่เคยสัญญากับผมไว้ว่ายังไง มันถาม สีหน้ามันดูไม่ดีเท่าไหร่ทำให้ผมต้องหันมาคุยกับมันเต็มตัว
สัญญาอะไรของมึงวะแบ็ค ผมยืนจ้องหน้าไอ้อาทิตย์ของแฟนๆ ตอนนี้ผมสับสนจนจะเป็นไมเกรนอยู่แล้ว
สัญญาที่บอกว่าจะไม่ทำให้เพื่อนผมเสียใจไงพี่ มันพูดช้าชัดๆ ผมมองเลยไปด้านหลังไอ้แบ็คมีไอ้นิวนั่งรออยู่ที่โซฟา มันมองมาที่ผมพอดีได้แต่ยิ้มแห้งๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ผมสิงง ไปทำอะไรให้ใครเสียใจตอนไหนกัน
กูว่ากูยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ เพื่อนมึงนั่นแหละเป็นอะไร มีอะไรทำไมไม่มาบอกกู ผมโมโหและตอนนี้ผมก็เริ่มจะโกรธไอ้เด็กดอยนั่นแล้วด้วย
ไอ้แบ็คยังคงเงียบไม่พูดอะไรต่อ แต่ผมสิเหมือนกินรังแตนรังผึ้งรังต่อผสมๆ กัน มันเป็นแฟนผมแต่ทำไมคนที่ยืนตรงหน้าผมตอนนี้กลับไม่ใช่มัน
ใครว่าพี่ไม่ได้ทำอะไร พี่น่ะคือต้นเหตุของความเสียใจทั้งหมดของมันเลยล่ะ
แต่กูยังไม่ได้ทำอะไร แล้วมันจะเสียใจเพราะกูได้ยังไง ไม่มีเหตุผล มันไม่ควรมางอนผมแบบนี้
พี่ตอง พี่ไม่รู้หรอกว่าตลอดปีที่ผ่านมาพี่ทำมันเสียใจไปกี่ครั้งแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของตั้ม ทีนี้พี่พอจะเข้าใจที่ผมพูดบ้างหรือยัง
ผมยืนคิดสิ่งที่ไอ้แบ็คมันเพิ่งพูดจบไปเมื่อสักครู่นี้ เสียใจกี่ครั้งเหรอ....
หมายความว่า...... ผมคิดว่าผมพอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างนะ ผมมองไอ้คนตรงหน้าด้วยความสับสนภายในใจ
พี่รู้จักมันแค่สองอาทิตย์ แต่กลับกันมันรู้จักพี่มานานกว่านั้น...............
………….ไปถามมันเองดีกว่าพี่ตอง พี่น่าจะไปฟังด้วยหูของพี่เอง
มันบอกผมมาแบบนี้ ตอนนี้ผมเลยไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงก่อนดี ตกใจ หรือจะประหลาดใจดีที่ได้รู้ว่ามันไม่ได้รู้จักผมแค่สองอาทิตย์อย่างที่ผมเข้าใจ
ความรู้สึกของมันจะเป็นยังไง...............ถ้ามันต้องคอยมองดูผมแอบรักตั้ม
ในขณะที่มันเอง........
ผมก้มหน้าในขณะที่ไอ้แบ็คมันพูดสวนขึ้น
สิ่งที่ผมจะพูดจะถามกับพี่ตอนนี้คือ.....................
แต่ประโยคสุดท้ายของไอ้แบ็คก็ช่วยดึงให้ผมหลุดออกจากความคิดทั้งหมด เป็นคำถามที่ผมควรหาคำตอบให้ได้สักที

พี่รักไอ้ปริ๊นหรือยัง

รัก...เหมือนที่มันรักพี่หรือยังพี่ตอง



PRINCE TALK


          ณ สนามบินเชียงราย

          หิวไหมพี่ หันไปมองไอ้เด็กข้างตัว เห็นมันลูบท้องอย่างน่าสงสาร ไหนจะนั่งรอเครื่องกว่าจะมาถึงมันยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย
ผมเองก็ยังไม่ได้กินแต่มันไม่หิวนี่สิ
          “ไม่ล่ะ ง่วงมากกว่า ผมเดินลากกระเป๋าไปที่ประตูทางออกช้าๆ ไอ้ฟาร์มมันก็เข็นกระเป๋ามันเดินตามมาแต่ก็ได้ยินมันบ่นหิวๆ ไม่ขาดสาย
          ออกมาเจอรถตู้ของมโมสรมาจอดรอรับพวกเราอยู่แล้ว ตอนนี้เกือบๆ ทุ่มครึ่งกลับไปครัวในสโมสรก็น่าจะยังไม่ปิด ข้าวคงยังไม่หมดหรอกผมคิดว่างั้น ผมบอกให้มันอดทนไอ้เด็กนี่ก็พยักหน้าหงึกๆ ฟังแต่ไม่ทำตาม เพราะพักเดียวมันก็กลับมาบ่นว่าหิวใหม่เหมือนเดิม
          พี่ปริ๊น ขอถามไรหน่อยได้ป่ะ ขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อย ผมนั่งหลังคนขับแถวแรกไอ้ฟาร์มนั่งถัดไปอีกตัว ทั้งรถมีพวกผมสองคนกับลุงคนขับรวมเป็นสามชีวิต
รถเคลื่อนตัวออกจากสนามบินได้ประมาณสิบนาทีแล้วไอ้ฟาร์มก็หันมาถามผมเสียงเบาคล้ายเสียงกระซิบ
ว่ามา นั่งเช็คอะไรในโทรศัพท์ไปเรื่อย สายตามองทุกอย่างบนหน้าจอแต่ถามสิว่าผมคิดถึงสิ่งที่อยู่ในมือหรือเปล่า สมองผมมันไม่สั่งให้คิดเรื่องนี้เลย
พี่กับพี่ตองโกรธอะไรกันหรือเปล่า โทรศัพท์ในมือผมแทบร่วงตอนที่ไอ้ฟาร์มมันพูดจบ ผมหันขวับไปมองหน้ามัน เห็นมันมองมาอย่างรอคอยคำตอบ
ผมหันหน้ากลับมาที่เดิม นิ้วโป้งยังคงเลื่อนหน้าจอทัชสกรีนซึ่งสวนทางกับลูกตาที่เหม่อออกไปนอกหน้าต่าง ดูง่ายขนาดนั้นเลยหรือไง.....
อยากรู้ไปทำไม ผมแกล้งถาม จะให้ตอบว่ายังไงดีล่ะ จะเรียกว่าโกรธมันก็ไม่ใช่จะบอกว่าน้อยใจก็ไม่เชิง
เรียกว่าความชินชาจนทำให้ผมด้านชาก็แล้วกัน......
พี่เป็นแฟนกัน แต่พี่กลับเดินมาขึ้นรถคนเดียวเพื่อกลับมาเชียงราย แปลกไปหน่อยนะ มันวิเคราะห์วิจารณ์ทำหน้าจริงจังจนผมหลุดขำ
รู้ดี
ปกติพี่ก็ไม่ค่อยยิ้มแย้มอยู่แล้วไง พอพี่มาเป็นแบบนี้ยิ่งดูหงอยเหงาเข้าไปใหญ่ ผมมองมัน ส่วนไอ้ฟาร์มก็มองมาด้วยสายตาห่วงใย
ผมหันหน้าหนี
คำตอบของผมทำให้ไอ้ฟาร์มมันทำหน้างงนิดหน่อย แต่พอมันเห็นว่าผมดึงหูฟังขึ้นมาเสียบเข้าที่หู มันก็เลยเลือกที่จะไม่เซ้าซี้อะไรผมอีก สุดท้ายมันก็ยอมนั่งนิ่งๆ
 ส่วนผมหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง ยกยิ้มโง่ๆ ให้ตัวเองเป็นการเตือนสติถึงเหตุการณ์ทั้งหมดตลอดสิบกว่าวันที่ผ่านมา
          ว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่กิเลนวัลเล่ย์นั้นผมแค่ฝันไป
          มันไม่ใช่เรื่องจริง
          ผมยังจำสายตาของพี่ตองตอนที่มองรูปตั้มในโทรศัพท์ได้ดี ทั้งๆ ที่ผมยืนอยู่ใกล้ๆ แต่พี่ก็ยังไม่เห็น มือผมกำโทรศัพท์แน่นเมื่อย้อนไปถึงตรงนั้น ความทรงจำในคืนที่พี่ตองนอนดูรูปตั้มอยู่บนที่นอน
         สายตานั้นเป็นสายตาที่พี่ตองใช้มองตั้มมาตลอดสองปี สายตาคู่นั้นยังวางอยู่ที่เดิม และเป็นตั้มที่เป็นคนได้ไป....ไม่ใช่ผม
          ก้มมองฝ่ามือทั้งสองข้างของตัวเอง ตอนนี้มันสั่นเทายากจะควบคุมมือของผมที่เคยมีมือของใครบางคนจับประสานมันไว้ ฝ่ามือของคนที่บอกว่าจะจับมือผมไว้ให้แน่นๆ จะพาเดินไปข้างหน้าด้วยกันแต่ตอนนี้มันไม่มี
          มือพี่ตองพร้อมจะปกป้องตั้มแค่คนเดียว ขอแค่คนตรงหน้าเป็นตั้ม พี่ตองจะยื่นมือเข้าไปช่วยได้ทันเสมอ ไม่มีทางที่ตั้มจะล้มหรือเจ็บตัว
          ไหนจะใบหน้าหมองเศร้า....
           ผมมองใบหน้าตัวเองที่สะท้อนกับกระจกหน้าต่างรถตู้ ทุกอย่างบนนั้นปรากฏความเสียใจไว้ชัดเจนที่สุด ดวงตาสั่นระริกแต่เพราะบนรถมีคนอื่นจึงทำให้ผมร้องไห้ไม่ได้
          แล้วถ้าเป็นพี่ตองล่ะ.......เขาคงจะเจ็บปวดใช่ไหมที่เห็นตั้มกับพี่เอ็มเขาอยู่ด้วยกัน เสียใจใช่ไหมที่ต้องเป็นฝ่ายยืนมองเห็นเขารักกัน
          พี่เจ็บปวดใช่ไหมผมเข้าใจมันดีเลยพี่ตอง

          เพราะผมก็ต้องเป็นฝ่ายยืนมองพี่รักตั้มมาตลอดสองปีเหมือนกัน

          สิบกว่าวันที่ผมเคยมี..........ความรู้สึกดีๆ ที่ผมเคยได้ ตอนนี้มันไม่มีแล้ว ทุกอย่างที่มันเคยเป็นของผม คำมั่นสัญญาอะไรพวกนั้น



          รวมถึงกวินทร์ที่เคยอยู่ตรงหน้าผม.....ก็ไม่มีจริง




          มันไม่มีอยู่จริง....




1 ความคิดเห็น:

  1. "รวมถึงกวินทร์ที่เคยอยู่ตรงหน้าผม.....ก็ไม่มีจริง"
    ประโยคนี้เศร้ามากค่ะ น้ำตาคลอเลย ฮรื่อออออ ทำไมแต่งดี T^T

    ตอบลบ