วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2558

TONGPRINCE :: SOMEONE 4




ตองปริ๊น.........4


            วันที่ 7 ในการเก็บตัว



            11.56 น.

            หิวว่ะ มองนาฬิกาแล้วก็ได้แต่ลูบท้องเบาๆ
            วันนี้ผมตื่นค่อนข้างสาย เช้านี้ไม่มีซ้อมพี่โก้ให้เปลี่ยนมาซ้อมหนักตอนเย็นทีเดียวซ้อมรวมกับพวกชุดเล็กเป็นวันแรก และสงสัยว่าอากาศจะดีเกินหรือยังไง ตื่นมาอีกทีคือสิบเอ็ดโมงกว่า ซึ่งเลยมื้อเช้าไปมากโข ไอ้ผมก็เป็นคนกินเยอะซะด้วยสิ ตื่นปุ๊บหิวปั๊บ
            เอาเป็นว่ารวบยอดเป็นมื้อเที่ยงทีเดียวละกัน
            ผมใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวไม่นานเพราะไม่รู้จะต้องแต่งหล่อเยอะแยะไปทำไม เดินออกมาจากห้องพักก็ได้ยินเสียงแว่วมาจากที่ไกลๆ น่าจะรวมตัวกันอยู่ที่ห้องอาหารกันหมดทุกคนแล้ว
ให้ตายเหอะไม่คิดจะมีใครปลุกผมสักคน
            อ้าวพี่ตอง มาสายจังพี่วันนี้ เดินเข้าไปในห้องอาหารก็เจอไอ้เก่งตะโกนทักเป็นคนแรก และเพราะเสียงมันทุกคนเลยหันมามอง
            ยกเว้นเด็กดอย.....
            หลังจากสามสี่วันก่อนที่มันทิ้งคำคมบาดจิตไว้ให้ ผมก็แทบจะไม่ได้คุยอะไรกับมันอีกเลย มันเอาแต่หลบหน้าผม หรือไม่ก็ทำเป็นเมินเวลาที่ผมจะพูดทักอะไรมัน จนทำให้ผมเหวออยู่หลายครั้ง
พอมาถึงวันเกิดไอ้ต้น ก็เหมือนว่าจะมีช่วงที่จะได้คุยกับมันบ้าง ไม่ทันได้คุยกันดีๆ มันก็ดันฝากไข่ไว้บนหัวผมถึงสองฟอง
เจ็บใจเหมือนกัน
            ผมละสายตาจากไอ้ปริ๊นที่นั่งก้มหน้ากินข้าวพร้อมๆ กับกดโทรศัพท์ในมือ มันนั่งอยู่กับพวกไอ้แบ็ค แต่ก็เหมือนมันนั่งอยู่คนเดียวนะผมว่า
แม่งไม่สนใจกูสักนิด.....หงุดหงิดว่ะ
            ก็ตื่นสายจะให้กูมาเช้าได้ไงล่ะ ผมพูดตอบไอ้เก่ง เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้ดี
            “โหหห ถ้าจะตอบแบบนี้ ไอ้เก่งมันค้อนผม ตลก
            ผมเดินเลี่ยงไปตักอาหาร ข้าวสวยร้อนๆ แค่เห็นยังไม่ทันได้กินก็รู้สึกถึงความอร่อย ผมไม่ได้ตะกละใช่ป่ะวะ
            มาๆ กินข้าวพี่.....อ้าว...ไปไหนพี่ตอง ผมเดินถือจานข้าวสองจานผ่านหน้าไอ้เก่งไป มันร้องเรียกผมนะ ซึ่งถ้าเป็นปกติผมก็นั่งกับมันประจำอยู่แล้ว
            แต่วันนี้ต่างออกไป
            กูนั่งด้วยคน ผมวางจานข้าวในมือลงบนโต๊ะเดียวกับไอ้เด็กดอยซึ่งตอนนี้เหลือมันนั่งอยู่คนเดียว ผมเลยถือวิสาสะลากเก้าอี้ออกก่อนจะนั่งลงอย่างไม่รอให้คนนั่งอยู่ก่อนอนุญาต
            ต้องจู่โจมแบบนี้มันถึงจะชิ่งหนีไปไหนไม่ได้
            มันมีสีหน้าประหลาดใจนิดหน่อยที่เห็นผมนั่งลงตรงหน้า แต่เพียงแวบเดียวมันก็ทำหน้าเหม็นเบื่อใส่ผมเหมือนประจำทุกครั้งที่มันทำเวลาเห็นผมอยู่ในรัศมีสายตา
            ไม่ต้องขอก็ได้มั้ง มันพูดก่อนจะทำท่าเหมือนจะลุกขึ้นเก็บจาน
            ไปไหน เดี๋ยวดิ ผมร้องห้าม ยังดีที่มันยังหยุดมองผม
            แต่มองด้วยหางตา........มึงนี่นะ
            อิ่มแล้ว จะให้ผมอยู่ทำเพื่อ ใครเคยบอกมึงไหมปริ๊นว่ามึงเป็นคนที่หน้านิ่งได้กวนส้นตีนที่สุดในโลก
            อ้อ....หรือว่ามึงจะกวนส้นตีนแค่กูคนเดียว
            อยู่เป็นเพื่อนกูไง คนอื่นเขาอิ่มกันหมดแล้ว ผมบุ้ยปากไปรอบๆ ให้มันดูว่าตอนนี้ในห้องอาหารแทบจะไม่เหลือใคร ส่วนใหญ่ก็คงกลับห้องไปนอนรอซ้อมตอนเย็น จะเหลือก็แค่รุ่นใหญ่ที่นั่งคุยกับโค้ชอยู่อีกฟาก
            และก็ผม...กับมัน
            ผมจำเป็นต้องทำหรือเปล่า มันย้อนถาม แต่ก็ยังดีที่มันนั่งลงที่เดิม แต่ะกระแทกนั่งซะเก้าอี้แทบหัก นี่มึงฝืนใจขนาดนั้นเลยเหรอปริ๊น
            ผมเงยหน้ามองมันที่นั่งกอดอกหันหน้าออกไปข้างนอก ผมตักข้าวเข้าปากพร้อมกับพิจารณาใบหน้าด้านข้างของมันไปด้วย
            และดันเผลอคิดย้อนกลับไปวันที่ผมเห็นมันครั้งแรก
            ถามไรหน่อย วันนั้นมึงตั้งใจเตะบอลโดนหัวกูใช่ไหม เป็นคำถามที่ค้างคาใจมาก
            เอาจริงๆ ถ้าผมไม่ได้รู้ว่ามันมีนิสัยที่กวนส้นตีนขนาดนี้ผมคงคิดต่อไปว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ตอนแรกไอ้เราก็เข้าใจว่ามาใหม่ยังปรับตัวไม่ได้ แต่แม่งไม่ใช่อ่ะ ที่ดูเหมือนพูดน้อยไม่ค่อยยิ้มนี่คือหน้ากากทั้งนั้น
            ดูได้จากสกิลการตอกไข่ลงใส่หัวผม
            หึ
            “อยากคิดแบบนั้นก็ตามใจ ดูคำตอบมันครับ โอเคงั้นกูคิดว่ามึงตั้งใจ
            ผมส่ายหัวให้กับคำพูดของไอ้ปริ๊น
            ปริ๊น.... ผมเรียกก่อนจะวางช้อนในมือลงบนขอบจาน
            “……………..” มันเพียงแต่หันมามองผม เหมือนรอคอยว่าผมจะพูดอะไรกับมัน ช่างเป็นคนที่ประหยัดคำพูดดีแท้
            กูลองกลับไปคิดเรื่องเมื่อวันก่อนดูแล้วนะ ผมบอกมัน ผมไม่ได้โกหก ผมกลับไปคิดจริงๆ คิดตลอดเวลาจนผมพอจะหาคำตอบให้ตัวเองได้บ้างแล้ว
            เรื่องอะไรมันย้อนถามเหมือนไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพูด
            “ที่มึงให้กูเลิกทำร้ายหัวใจตัวเองไง
            และคำตอบของผมคราวนี้ก็ทำให้มันชะงักได้.....ผมยกยิ้มก่อนจะกลับมาทำสีหน้าแบบเดิม ผมไม่อยากให้มันเห็น
            ผมพูดแบบนั้นเหรอ ผมเลิกคิ้วมองหน้ามัน มันก็มองมาที่ผมแต่ผมไม่สามารถอ่านอะไรจากใบหน้าเรียบเฉยนั้นได้.......ทั้งๆ ที่คิดว่าสนิทกันมากขึ้นแต่สีหน้ามันตอนนี้กลับทำให้ผมไม่แน่ใจ
            มึงรู้ใช่ไหมว่ากูชอบตั้ม ผมเลือกที่จะถามไปตรงๆ ถ้าผมตีความหมายที่แฝงมากับประโยคของมันเมื่อวานไม่ผิด ผมคิดว่ามันรู้อะไรเกี่ยวกับผมพอสมควร
            และผมก็ไม่ใช่พวกเก็บงำความรู้สึกหรือความคิดอะไร
            ขนาดตั้มคบกับพี่เอ็มผมยังแสดงออกว่าชอบตั้มเลย
            และคงไม่ได้มีแค่ตั้มที่รับรู้ได้จากการกระทำของผมเพียงคนเดียว......
            ผมจะรู้หรือว่าไม่รู้แล้วมันเกี่ยวอะไร หรือห่วงว่าผมจะเอาไปบอกคนอื่น แม้สีหน้าตอนมันพูดจะดูเรียบเฉย แต่ผมก็สามารถจับน้ำเสียงของมันได้ว่ากำลังโมโหและไม่พอใจ
            มันเก็บสีหน้าได้แต่คงลืมเก็บอารมณ์จนเผลอใส่เข้าไปในประโยคเสียจนหมด
            ไม่ต้องห่วง ถ้าผมจะบอก ผมบอกไปนานแล้ว
ครืดดด  ตึง!
มันพูดจบก็ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว จนเก้าอี้ที่มันนั่งเลื่อนไปกระทบผนังด้านหลังจนเกิดเสียงดัง มันทำท่าจะเดินไปจากตรงนี้แต่ก็ยังไม่ไป ก่อนจะหันมาพูดกับผมอีกประโยคด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม
            โง่....เชิญพี่โง่ต่อไป....รักคนที่เขาไม่มีใจให้ไปจนวันตาย สุดท้ายพี่ก็ต้องเหลือตัวคนเดียว
            ผมไม่ได้ตอบอะไรมันไปสักประโยค ไม่รู้ว่าทำไมมันต้องโมโหขนาดนี้ด้วย มันจะรู้ตัวหรือเปล่าว่ามันเผลอเสียงดังใส่ผมขนาดไหน ดีที่ว่าตรงนี้ไม่มีใคร
            แต่แปลกที่ประโยคเหมือนหลอกด่าของมันกลับทำให้ผมรู้สึกดี
            รู้สึกไหมว่ามันพูดเหมือนมันเป็นห่วงผม....
            รู้ไหมปริ๊น...ว่าตั้มเคยบอกกูว่าอะไร ผมพูดขึ้นในขณะที่มันเดินอ้อมหลังผมและกำลังจะก้าวพ้นประตู ก่อนจะตักข้าวในจานที่สองขึ้นมากินหลังจากปล่อยให้อากาศซึมผ่านจนเย็นชืด      
ผมไม่ได้หันไปมองมันหรอก แต่ก็รู้ว่ามันหยุดฟัง
            ตั้มเคยบอกว่าให้กูมองรอบๆ ตัว แล้วหาคนที่กูอยู่ใกล้แล้วมีความสุข คนที่ทำให้กูยิ้ม คนที่ใจเรียกว่าใช่....
            ผมเว้นวรรค ปล่อยให้ความเงียบลอยรอบๆ ตัว
            กูค้านคำพูดตั้มมาตลอด กูไม่คิดว่าจะมีใครที่ใจกูคิดว่าใช่ได้เท่าตั้ม เพราะสองปีที่ผ่านมาในสายตากูมีตั้มเพียงแค่คนเดียว....
            ผมเงียบอีกครั้ง ไม่มีเสียงฝีเท้าเกิดขึ้นแสดงว่ามันยังยืนอยู่ที่เดิม
            หึ ผมยิ้มออกมา
            แต่ไม่กี่วันมานี้มีใครบางคนทำให้กูเลิกคิดถึงตั้มก่อนนอน ตอนซ้อม หรือตอนกินข้าว ตอนแรกกูก็ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเหมือนกัน แต่ทุกวันนี้กูมองตั้มกับพี่เอ็มโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว.....
            ครืดดดด
            ผมค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ก่อนจะหมุนตัวกลับไปมองมันที่ยืนหันหลังให้ผม
            ไม่ใช่ว่ากูเลิกชอบตั้มแล้วนะ มันคงไม่เร็วขนาดนั้น....แต่เป็นเพราะว่ากูเจอคนที่ทำให้กูมีความสุขจนทำให้ลืมนึกถึงตั้มได้ต่างหาก คนที่ช่างกวนตีนทำให้กูโมโหในตอนแรกก่อนจะเปลี่ยนมายิ้มเหมือนคนบ้า

            ผมค่อยๆ เดินเข้าไปจนตอนนี้ห่างจากมันแค่เพียงช่วงแขนเดียว

            “และคนๆ นั้น...........


                            .............ก็คือมึง...ปริ๊น

            มันหันกลับมามองผมตาลุกวาว มันดูจะตกใจไม่น้อย....ผมหลุดหัวเราะให้กับสีหน้าของมัน
            ทำหน้าอื่นนอกจากเรียบเฉย....มันก็น่ารักดี
            สิ่งที่ผมพูดไปผมไม่ได้โกหก ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ผมรู้ว่าผมยังชอบตั้มอยู่เพียงแต่ตอนนี้ผมไม่ได้ชอบตั้มแบบเดิมอีกแล้ว
อย่างที่ตั้มบอกแค่เพียงผมมองหา ผมก็จะเจอคนที่ผมได้อยู่ใกล้ๆ แล้วมีความสุข คนที่ผมยิ้มออกมาอย่างไม่ต้องฝืนใจ คนที่ผมเลือกจะละสายตาจากตั้มแล้วคอยมองหาเวลาไม่เห็น
ไม่รู้เมื่อไหร่ที่คนๆ นั้นเปลี่ยนไป
เปลี่ยนจากตั้ม.....มาเป็นมัน....
บ้าไปแล้ว พี่มันบ้า มันชี้หน้าผมก่อนจะด่าหาว่าผมบ้า น้ำเสียงของมันเจือด้วยความไม่มั่นใจปนตกใจ
แค่มันทำหน้าตกใจ ผมก็ยิ้มแล้ว...ตลกชะมัด
กูอาจจะบ้าจริงๆ นั่นแหละ
อย่าได้มองผมเป็นตัวแทนของใคร ผมไม่ใช่ มันยังชี้หน้าผมอยู่ จนผมต้องเอื้อมไปดันมือมันลง มันชักมือกลับอย่างไว ท่าทางมันน่าขำฉิบหาย ดูระแวดระวังจนเกินพอดี

กูก็ไม่คิดจะเอามึงเป็นตัวแทน แต่กูจะเอามึงเป็นตัวจริง


เตรียมรับมือคนบ้าอย่างกูให้ดีเถอะปริ๊น.....

กูจะทำให้มึงเปลี่ยนจากด่า....มาบอกรักกูให้ได้





และถ้าผมเข้าใจไม่ผิด.....ไม่แน่ตอนนี้มันอาจจะแอบรักผมอยู่ก็ได้....ใครจะรู้







1 ความคิดเห็น:

  1. พี่ตองชอบคนที่หนาวอยู่ตลอดเวลาแน่ๆ
    ควัน(ฟัน)ออกปาก 5555 //โดนถีบ

    ตอบลบ