ตองปริ๊น........10
PRINCE
TALK
2 อาทิตย์ต่อมา
ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ
ผมซ้อมบอลอยู่ในสนามมาร่วมสามสิบนาทีแล้วครับ
ทุกคนในทีมไม่ว่าตัวจริงหรือตัวสำรองก็ถูกเรียกมาฟิตความพร้อมกันทั้งหมดในวันนี้
หลังจากกลับจากเก็บตัวทีมชาติทีมเราก็มีแข่งเก็บคพแนนมาเรื่อยๆ และเราจะมีแข่งกับสโมสรที่ใหญ่และน่ากลัวมากในวันพรุ่งนี้
เมืองทอง ยูไนเต็ด
ทีมนั้นที่มีเขา......กวินทร์
เป็นสองอาทิตย์ที่ผมอยู่กับความเศร้าและเป็นสองอาทิตย์ที่เขาไม่ติดต่อผมมาเลยสักช่องทาง
ในใจลึกๆ ก็แอบหวังนะครับว่าพี่ตองจะติดต่อผมมาเพื่ออธิบายอะไรก็ได้ แต่นี่ก็ไม่มี
มันชัดเจนอยู่แล้ว
คำตอบทั้งหมดพี่ตองตอบผ่านสายตาที่มองตั้มในวันนั้นหมดแล้วจริงๆ
“พี่ปริ๊นโค้ชให้พี่ลงไหมพรุ่งนี้อ่ะ” ไอ้ฟาร์มมันเดินมาเดาะบอลอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะถามขึ้น ผมส่ายหัวก่อนจะตอบ
“สำรองมั้ง ไม่รู้สิ” มันพยักหน้าให้ก่อนจะเดินถือบอลไปหาคนอื่นในทีม
อยู่กับผมก็ป่วนไม่สนุกมันหรอก
ผมกลับมาสนใจฟุตบอลที่อยู่ใต้เท้า
จากแมตซ์ที่ผ่านมาโค้ชค่อนข้างกลัวสติของผม ผมลงเล่นในนัดที่แข่งกับสุพรรณ
ผมหลบทุกคนจนไปถึงด่านสุดท้าย แต่จู่ๆ ผมก็ชะงักเมื่อถึงหน้าประตูและกำลังจะยิง
ผมไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ แต่ขาและสมองมันเป็นไปเอง
จำได้ว่าตอนนั้นโดนต่อว่าจากผู้ใหญ่ในทีมที่ผมไม่แยกแยะเรื่องส่วนตัวกับการเล่นเพื่อทีม
ผมผิดเอง....
ผมก็หวังว่าพรุ่งนี้ผมจะไม่ถูกเรียกให้ลง
ผมไม่อยากลง
ผมไม่อยากเจอพี่ตอง
ตื่อดือดึ้ง!
ผมกำลังสวมเสื้อหลังจากอาบน้ำเสร็จ
เสียงไลน์แจ้งเตือนว่ามีคนส่งข้อความเข้ามา ตอนนี้เกือบๆ หกโมงเย็น
หลังซ้อมเสร็จผมขอกลับห้องปฏิเสธการชวนจากคนในทีมว่าจะไปกินข้าวกันที้ร้านประจำ
BACK AD8 : กูมาถึงเชียงรายละนะ
BACK AD8 : *ติ๊กเกอร์*
ผมเปิดอ่านเป็นข้อความของไอ้แบ็คส่งมาพร้อมติ๊กเกอร์รูปหมีกอดหัวใจ
ผมหลุดขำไม่คิดว่ามันจะแบ๊วได้
PRINCE : เจอกันพรุ่งนี้
ผมตอบกลับไปอย่างรวดเร็วและไม่นานก็ขึ้นว่าอ่านแล้วจากอีกฝ่าย
ผมเปิดหน้าจอรอเขยิบตัวเองขึ้นไปนอนบนเตียงเพื่อจะคุยกับมัน
BACK AD8 : โดนกูยำเละแน่!
BACK AD8 : ระวังไว้เหอะมึง หึหึ
ผมหัวเราะให้กับประโยคของมัน
มันใช่เหรอแบ็คผมขำไปก็พิมพ์ตอบกลับมันไป ขึ้นอ่านเลยเหมือนรออ่านอยู่แล้ว
PRINCE : มึงเพ้ออะไร
PRINCE : มึงลงไม่ได้
PRINCE : มึงมาเฝ้าไอ้นิว
PRINCE : อย่าเวิ่น
ผมหลุดขำไม่นานมันก็ตอบกลับมา
BACK AD8 : ไอ้ห่า!
BACK AD8 : ว่าแต่พรุ่งนี้มึงโอเคนะ
ผมอ่านคำถามนั้นของมันก็สงสัย
โอเคเรื่องอะไรผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องอาการบาดเจ็บของผมเพราะก่อนหน้านี้ผมข้อเท้าพลิกต้องไปหาหมอ
PRINCE : กูโอเค แข็งแรงดี
BACK AD8 : ไม่ได้หมายถึงเรื่องขา
BACK AD8 : หมายถึงเรื่องจิตใจ
BACK AD8 : พี่ตองลงเป็นประตูมือ1
ถ้ามึงต้องเจอมึงโอเคใช่ไหม?
จะให้ผมตอบยังไงกลับไปดี
ตอนนี้หัวใจผมมันเต้นรัวเหมือนตีกลอง แค่ได้อ่านชื่อผมยังมือสั่นขนาดนี้
ผมจ้องมองข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอนั้นอยู่นาน
ถือมันค้างเอาไว้อย่างนั้นจนไอ้แบ็คส่งติ๊กเกอร์หมีร้องไห้มาให้ผมเมื่อเห็นผมเงียบไปเกือบสองนาที
สุดท้ายผมก็เลือกจะตอบข้อความมันกลับไป
PRINCE :
ถึงกูไม่โอเคกูจะทำอะไรได้
PRINCE : ไม่ต้องห่วง ความรู้สึกแบบนี้กูสัมผัสมันจนชินแล้ว
PRINCE :
กูเจ็บคนเดียวมาสองปีแล้วนี่มึงก็รู้
PRINCE : กูคงไม่ดีไปกว่านี้หรอก
ผมกดออกจากหน้าต่างสนทนา แม้ว่าไอ้แบ็คมันจะส่งอะไรมาอีกหลังจากนั้นผมก็เลือกที่จะไม่เปิดอ่าน
อยากย้อนเวลากลับไปจัง.....
ย้อนกลับไปในวันที่ผมไม่รู้จักคนชื่อกวินทร์เลยยิ่งดี
เจ็บปวดนะตกหลุมรักคนที่ไม่มีวันหันมามองเราเนี่ย
มันทรมานอย่างหาอะไรเปรียบไม่ได้เลย รักต่อไปก็เจ็บปวด เลิกรักก็เสียใจ
จะเลือกทางไหนก็เป็นตายเท่าๆ กัน
วันต่อมา.....
14.30 น.
ผมเดินเข้ามาในสนามพร้อมกับไอ้ฟาร์มและคนอื่นในทีม
อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าทีมเชียงรายกำลังจะเจอศึกหนัก เพราะฉะนั้นจะซ้อมเล่นๆ
เหมือนทุกวันไม่ได้
พวกเราทีมเหย้าได้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าบ้านซ้อมในสนามก่อนจนถึงสี่โมง
หลังจากนั้นจนถึงหกโมงก็เป็นของทีมเยือนได้ลงสนามเพื่อปรับตัว
ก่อนที่จะกลับเข้าไปเก็บตัวในห้องรอเวลาหนึ่งทุ่มตรงการแข่งขันก็จะเริ่มขึ้น
“สรุปพี่ลงป่ะ” ไอ้ฟาร์มมันถามขึ้นหลังจากมานั่งลงที่เก้าอี้ข้างสนาม
ผมกำลังใส่สตั๊ดส่วนมันกำลังใส่ถุงเท้า
“น่าจะสำรอง”
ผมไม่ค่อยได้ลงตัวจริงเท่าไหร่ถ้าเจอทีมใหญ่ๆ อย่างบุรีรัมย์หรือชลบุรี
แล้วนี่เจอทีมอันดับสองของตารางก็น่าจะแนวเดิมคือลงสำรองไว้
“ผมอยากลงตัวจริงอ่ะพี่
อยากเจอพี่มุ้ยกับพี่ตัง” มันจะไปกวนตีนเขาอ่ะดิ ผมส่ายหัว
อยากลงก็ไปขอโค้ชนู่นไป
“โค้ชอยู่กลางสนามไปบอกดิ” ผมบู้ยปากไปตรงตำแหน่งของโค้ช ไอ้ฟาร์มเงยหน้าไปมองก่อนจะทำท่าตกใจ
“ใครจะกล้า ผมแค่ล้อเล่นหรอกน่า” มันนั่งขำบ้าบอของมันไป ส่วนผมเลิกสนใจไร้สาระ
หลังจากแต่งตัวเสร็จผมก็ลงไปซ้อมกับคนอื่น
สิบเอ็ดตัวจริงรวมถึงตัวสำรองอีกห้าคนซ้อมตามแผนของโค้ช
ไม่มีอะไรมากหรอกครับแค่ทวนแท็กติกกันอีกครั้ง
ไม่ได้ลงแรงมากเพราะเดี๋ยวจะหมดแรงก่อนได้แข่งจริงเสียก่อน
“เลิกซ้อมๆ ทีมเยือนเขามารอแล้ว” กำลังซ้อมโหม่งอยู่ขอบสนามเสียงของโค้ชก็ดังขึ้นจนพวกเราทุกคนหันไปมอง รวมถึงผมด้วย
ทีมเชียงรายหยุดการซ้อมทุกอย่างพร้อมกับค่อยๆ
เดินกลับออกไปที่ห้องพักนักกีฬาแม้กระทั่งคู่ซ้อมของผมก็ปล่อยลูกฟุตบอลวางไว้ที่พื้นหญ้าแล้วเดินกลับไปเช่นเดียวกัน
ไม่นาน....ผู้มาใหม่ก็เดินเข้ามาในสนามเรื่อยๆ
จนตอนนี้ในสนามเต็มไปด้วยผู้เล่นสวมเสื้อซ้อมสีแดงตัดดำ
“ปริ๊น!” ผมหลุดจากภวังค์เมื่อมีคนเรียกชื่อของผม
ผมหันมองรอบตัวตอนนี้ในสนามเหลือแค่ผมที่เป็นผู้เล่นของทีมเชียงราย
“ว่าไง”
ผมยิ้มให้ก่อนจะจับมือมันเข้ามาใกล้แล้วใช้ไหล่กระแทกกันเหมือนทุกครั้งที่เจอแล้วทักทาย
“ซ้อมเสร็จแล้วก็ไปดิ
สนามนี้ของทีมกูนะเว้ย” ไอ้ตังมันหัวเราะ
โบกมือไล่ให้ผมไปไกลๆ กวนตีนไปอีก
“เออ ไปและ”
ผมส่ายหัวส่วนไอ้ตังมันหัวเราะเยาะผมไม่หยุด ผมยกนิ้วกลางให้อย่างหมั่นไส้
ก่อนจะเดินออกจากสนามไป
กึก
อีกแค่ไม่กี่ก้าวผมก็จะเดินหนีเขาพ้นแล้วแท้ๆ
แต่ทำไมต้องให้เจอ
ผมชะงักเมื่อคนที่กำลังเดินสวนมาคือประตูบินได้ของทีมเมืองทอง
ผมตั้งใจจะเดินผ่านตอนที่เขามัวแต่ก้มหน้าใส่ถุงมือแต่ก็ไม่รอด
พี่ตองเงยหน้าขึ้นมาพอดี เขาเห็นผมเหมือนกัน
ผมมองเขาแค่เพียงแวบเดียวก็หลบสายตาแล้วเดินผ่านไปเหมือนเขาไม่มีตัวตน
หมับ
“ปริ๊น...”
ผมค่อยๆ ดึงแขนที่พี่ตองจับอยู่ออกมาช้าๆ หันไปมองเขานิ่งๆ โดยไม่ได้พูดอะไร
ทำสายตาเจ็บปวดทำไม....ในเมื่อพี่เลือกจะรักตั้มก็อย่าทำสายตาแบบนี้กับผม
ผมเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าลดศักดิ์ศรีของตัวเอง อย่ารักคนอื่นจนหน้ามืดตามัว
บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าทำแบบนั้น.....ให้ผมทำมันคนเดียวก็พอ
ผมเดินจากมาโดยปล่อยเขาไว้ตรงนั้น
ไม่มีเสียงเรียกหรือร้องขออะไรจากผู้ชายคนนั้น พอแล้วมั้ง มันควรพอได้แล้ว
18.55 น.
ผมเดินออกมาที่สนามพร้อมด้วยผู้เล่นตัวจริงที่อยู่ในชุดพร้อมแข่ง
ผมนั่งลงที่เก้าอี้ผู้เล่นสำรอง เสียงกองเชียร์ดังสนั่นทั้งทีมเหย้าและทีมเยือน
เสียงกลองเสียงร้องเพลงมันส่งผลต่อพละกำลังของนักเตะเอามากๆ
แม้เมืองทองจะมาเป็นทีมเยือนแต่กองเชียร์เขาเยอะไม่แพ้ทีมเราเลย
ปี๊ดดดด
เสียงนกหวีดดังขึ้นการแข่งขันก็เริ่มต้น
ฝ่ายเมืองทองได้เขี่ยลูกก่อน ผมนั่งดูเกมส์ในสนามอย่างลุ้นระทึก
พูดเลยว่าเกมส์เชียงรายค่อนข้างเป็นรอง ฝ่ายทีมเยือนบุกหนักมาก
เราเองก็เล่นเกมส์รับเสียด้วยไม่หวังชนะของแค่เสมอได้ 1 แต้ม
จบครึ่งแรกพวกเราทำได้ 0 – 0
ขอแค่เล่นได้แบบนี้ไปจนครับเก้าสิบนาที
ใช้เวลาพักประมาณยี่สิบนาทีผู้เล่นทุกคนก็ถูกเรียกลงสนามอีกครั้ง
“ไงมึง”
ไอ้แบ็คเดินมาหาผมถึงเก้าอี้ฝั่งเชียงรายเลยครับ เกมส์ครึ่งหลังเริ่มต้นแล้ว
ผมหันกลับมามองมัน สภาพภายนอกมันดูปกติดีไม่เหมือนคนเพิ่งผ่าตัดมา
ผมเขยิบให้มันนั่งลงข้างๆ
“สบายดี ไอ้นิวมันลงด้วยนิ”
“ใช่ กูอยากลงว่ะ คิดถึงสนามจะแย่” สีหน้ามันเศร้าลง ผมทำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่ตบไหล่
ไอ้แบ็คหันมามองหน้าผมคำถามที่สื่อผ่านสายตามันมาผมเข้าใจดี
ผมยิ้มให้ก่อนจะส่ายหัวให้มันรู้ว่าผมไม่เป็นอะไร เรื่องแค่นี้
“ถ้ามึงต้องลงไปเจอกับเขา
มึงจะโอเคใช่ป่ะวะ” ไอ้แบ็คมองไปที่ประตูฝั่งตัวเอง
ผมมองตามไป เขาอยู่ในเสื้อสีเทาสีหน้ามุ่งมั่นยามที่ขยับร่างกายไปมา
ผมหันหน้ากลับมาหาไอ้แบ็ค
“กูอนุญาตให้มึงเตะอัดพี่ตองได้เท่าที่มึงอยากทำ” มันพูดขำๆ ทำเอาผมหลุดยิ้ม ถ้าทำได้ก็ดีน่ะสิ
“เฮ้ย”
เสียงตะโกนดังขึ้นเรียกความสนใจของผมกับไอ้แบ็คได้เป็นอย่างดี
ทีมของผมลุกขึ้นยืนเกือบทั้งหมดเมื่อมีผู้เล่นคนหนึ่งในทีมบาดเจ็บจากการโดนสกัดของกองหลังเมืองทอง
ผมหันไปมองเมื่อมีมือมาสะกิดที่ไหล่
โค้ชส่งสัญญาณให้ผมเริ่มวอร์มร่างกาย เมื่อตำแหน่งนั้นต้องส่งผมลงไปแทน
“สู้ๆ มึงได้โอกาสอัดเขาคืนละ” ไอ้แบ็คลุกขึ้นยืน
มันยิ้มให้ก่อนจะขอตัวเดินกลับไปยังที่นั่งของฝั่งตัวเอง
ผมวอร์มไม่นานก็ต้องลงสนามพยายามวิ่งไปเรื่อยๆ
ให้เครื่องมันร้อน เหลือเวลาอีกไม่เกินยี่สิบนาทีตอนนี้ยังเสมอ0-0
ตุ้บ!
ผมยืนหอบเมื่อลูกฟุตบอลที่ผมเตะออกจากเท้าปลิวเข้าสู่มือของนายทวารเมืองทองอย่างแม่นยำ
พี่ตองเงยหน้ามามองผม แต่ผมหันกลับไปหาเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ
เวลาดำเนินไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่ช่วงทดเวลา
ทีมเมืองทองจากที่บุกหนักในตอนแรกเริ่มแผ่วปลาย พวกผมเองก็ใช่ว่าจะไม่เหนื่อย
เกมส์รับเริ่มละหลวมเมืองทองหวิดได้ประตูจากการสกัดพลาดก็หลายรอบแต่ก็ถือว่ายังควบคุมได้ดี
ทดเวลา 3 นาที
ขอแค่จบสามนาที 1แต้มก็ไม่น่าผิดหวัง เสียงกองเชียร์ดังสนั่นยิ่งใกล้จบเกมส์ยิ่งลุ้นระทึกหัวใจ
“ปริ๊น!” ผมหันไปมองในขณะที่วิ่งอยู่ปีกด้านซ้าย
เพื่อนในตำแหน่งกองกลางเป็นคนตะโกนเรียกผม
ช่องว่างที่เกิดขึ้นทำให้ผมรู้ว่าควรทำยังไง
ผมวิ่งเข้าไปรอที่กรอบเขตโทษ
ลูกบอลถูกส่งจากปลายเท้าค่อยๆ ลอยโด่งข้ามกองหลังของเมืองทองจนมาตกที่ตัวผม
จะด้วยเสียงเชียร์หรืออะไรก็แล้วแต่ทำให้ผมหลีกกองหลังจนพาบอลไปจ่อที่หน้าเขตโทษ
ผมชะงักเท้าที่กำลังจะง้างยิง พี่ตองมองมาที่ผมด้วยสายตาที่จริงจัง
นั่นสิ....ผมก็ต้องจริงจังเหมือนกัน
ผมก็ต้องทำเพื่อทีม
ฟิ้วว! ตุ๊บ!
เฮ้!!!!!!!
เสียงเฮลั่นสนามตามมาด้วยเสียงกลองเสียงโห่ร้องดีใจ
ผมยืนหอบหายใจมองลูกฟุตบอลที่ตุงตะข่ายด้วยความรู้สึกที่พูดไม่ถูก
“ไอ้ปริ๊นนน”
“พี่ปริ๊นนน เย้ๆๆ”
ผมถูกทุกคนกอดและยกจนตัวลอย
จนผมอดไม่ได้จะร่วมส่งเสียงเฮไปกับทุกคนในทีมด้วย
ปิ๊ด ปิ๊ด ปี๊ดดดดดด
เสียงสัญญาณจากกรรมการเป่าบอกหมดเวลาการแข่งขัน
ทีมของผมเฮลั่นจากการเก็บสามแต้มในบ้านได้
ส่วนเมืองทองแน่นอนว่าเขาก็คงผิดหวังเพราะนั่นคือนาทีสุดท้าย
แต่เกมส์ก็คือเกมส์ครับจบเกมส์พวกเราก็จับมือ กอดคอเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม
“พี่ตองเลือดกำเดาไหล”
เสียงจากข้างหลังทำให้ผมหันไปมองอย่างอัตโนมัติ
เห็นไอ้ตังกับไอ้นิวเดินเข้าไปดูพี่ตองที่มีทิชชู่อุดที่จมูก
“อืม โดนบอลอัด” เขาตอบน้องในทีมเขา ผมหันกลับมามีคนมาจับมือด้วยเยอะแยะ
“ตอนไหนวะ”
ไอ้นิวถาม
“ตอนสุดท้าย
คนยิงประตูเชียงรายเขายิงอัดหน้ากู”
กึก
ผมตัวแข็ง ไม่กล้าหันไปรู้สึกว่าเสียงเขาพูดอยู่ใกล้ๆ
ตัว เหมือนเด็กที่กลัวความผิดเลยนะผมเนี่ย
“โหหหหห แรงงงงงงงง” ไอ้ตังมันตะโกน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะของมันกับไอ้นิว
ได้ยินเสียงพี่ตองด่าอะไรมันไปหลายประโยคอยู่เหมือนกัน
แต่ผมไม่อยากฟังเลยเดินห่างออกมา
ผมยังคงไล่จับมือและกอดกับคนอื่นไปทั่ว
และตั้งใจจะแลกเสื้อกับพี่มุ้ย ไอดอลของผม
“หืม อะไร”
ผมกำลังจะวิ่งไปหาพี่มุ้ยที่ยืนเขี่ยบอล
แต่ก็ไม่ได้ไปมีคนมาจับคอเสื้อผมเอาไว้ก่อน
“ไม่ต้องแลกเสื้อกับใคร” พี่ตองทำตาดุใส่ผม
มีสิทธิ์อะไรมาสั่งวะ?
“อย่ายุ่ง!”
ผมสะบัดมือเขาออกจากคอเสื้อผม
ตอนนี้บนตัวพี่ตองไม่มีเสื้อแล้วคงแลกกับประตูทีมผมเรียบร้อย
แล้วยังไงมาห้ามผมทำไม ไม่ได้เป็นอะไรกันไม่ต้องมายุ่ง
“มึงทำกูเลือดออกนะปริ๊น” พี่มันชี้ๆ ไปที่รูจมูกยังมีคราบเลือดที่แห้งแล้วติดอยู่เลย
ต้องสงสารไหม?
“สมน้ำหน้า”
นึกย้อนไปตอนที่เตะก็ไม่ได้ตั้งใจหรอก
ตอนนั้นมันเกิดอารมณ์ชั่วร้ายขึ้นมาในหัวพอดี
ไม่ทันได้ไตร่ตรองเท้าก็ลั่นออกไปแล้ว เต็มๆ
หน้าพี่ตองเลยเขารับไม่ทันลูกหลุดไปเข้าประตู
ก็แค่นั้น....ผมไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น