ตองปริ๊น........9
วันสุดท้ายในการเก็บตัว
08.45 น.
“ผมขอลูกชิ้นนะพี่” เสียงดังขึ้นของใครบางคนทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์ นั่งมองไอ้เก่งใช้ตะเกียบคีบลูกชิ้นไปจากถ้วยก๋วยเตี๋ยวของผมโดยไม่รอให้ผมอนุญาต
ผมทำได้แต่มอง....ไม่ได้ห้าม
“ขอหมูด้วยนะ” ผมถอนหายใจเลื่อนถ้วยไปให้มัน
“กินให้กูด้วยละกัน
หมดถ้วยนั่นแหละ” ผมว่าจบก็ลุกขึ้นยืน
ไม่หิวเลยผมมีเรื่องที่อยากทำมากกว่ากินข้าวเช้าเสียอีกตอนนี้
“เฮ้ยพี่...พี่ตอง” ไอ้เก่งตะโกนตามหลังแต่ผมไม่สนใจเดินมาเรื่อยๆ ตามทางเดิน คิดวนไปวนมา
ว่าทำไมไอ้ปริ๊นถึงเมินผม....
ตื่นนอนตอนเช้าผมทักทายมันด้วยใบหน้าแจ่มใสแต่มันกลับทำเพียงแค่มองผมนิ่งๆ
แล้วก็เดินเข้าไปอาบน้ำ ผมไม่อยากเซ้าซี้มันมากเลยไม่ได้พูดอะไรต่อ
หลังจากนั้นผมก็เข้าไปอาบน้ำต่อจากมัน แต่พอออกมากลับพบว่าไอ้ปริ๊นออกไปแล้ว
มันไม่บอกและไม่รอผม.....
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำอะไรผิด
มันไม่พูดผมก็ไม่รู้ ผมง้อคนไม่เป็นหรอกนะ แต่จะให้ผมทำยังไงถ้ามันยังเป็นแบบนี้
ผมเดินไปที่สนามฟุตบอลตอนเก้าโมงพี่โก้นัดพวกเราทุกคนให้ไปพร้อมหน้าพร้อมตากันเพื่อจะแนะและพูดคุยครั้งสุดท้ายก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน
ผมไม่รู้นะว่าตอนนี้ไอ้ปริ๊นมันอยู่ที่ส่วนไหนในค่าย
ผมไม่ได้ตามหาเพราะอยากให้มันได้อยู่กับตัวเอง
ดูแล้วมันเองก็คงยังไม่อยากเห็นผมสักเท่าไหร่ เซ็งนะครับโดนงอนทั้งๆ
ที่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร
พลั่ก!
“โอ๊ยยย” ผมมองไอ้เด็กตรงหน้าที่ล้มลงก้นจ้ำเบ้า
ขำว่ะวิ่งมาชนเขาแต่ตัวเองกลับล้มจนเจ็บตัว
“ไงวิ่งหนีป๋ามาเหรอไง” ผมนั่งลงยองๆ ถามตั้มที่นั่งลูบสะโพกป้อยๆ
ตั้มมันก็เงยหน้ามามองก่อนจะเอ่ยทักทายเมื่อเห็นว่าเป็นผม
“หวัดดีพี่ตอง
ขอโทษด้วยที่วิ่งมาชน แต่ผมเจ็บว่ะ”
ผมหัวเราะมันทันทีที่พูดจบ
พูดแล้วก็นึกย้อนไปถึงวันเกิดไอ้ต้นนะครับ
วันนั้นไอ้ปริ๊นมันก็วิ่งมาชนผมแบบนี้ ล้มลงไปแบบนี้ เหมือนกับตั้มตอนนี้
แต่ที่ต่างกันคงจะเป็นเรื่องของความรู้สึกในหัวใจล่ะมั้ง
เมื่อไหร่นะที่ผมมองตั้มเป็นน้องชายธรรมดาๆ
คนหนึ่งเท่านั้น
รู้สึกคิดถึงมันจังตอนนี้
แค่คิดถึงมันก็ทำผมยิ้มเหมือนคนไม่รู้ตัว....เข้าขั้นบ้าแล้วนะตอนนี้
“ยิ้มไรอ่ะพี่
ขนลุกว่ะ” ผมสะบัดหัวไล่ความคิด
ตั้มทำหน้าสยองใส่จนผมอดไม่ได้จะเอื้อมมือไปโบกมันแรงๆ
“โอ๊ย!” สำออยไหมเนี่ยตั้ม
“แล้วนี่วิ่งหนีอะไรมา
ป๋าไปไหนละ”
หันซ้ายหันขวามองหาเจ้าชีวิตของไอ้ตั้มก็ไม่เห็นว่าจะอยู่ใกล้ๆ แถวนี้เลย
“วิ่งหนีไอ้เจมาพี่
มันไล่กอดไล่หอมคนอื่นเขาไปทั่ว ส่วนป๋าไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวตามมา” ผมพยักหน้าให้เมื่อตั้มพูดจบ
“แล้วนี่ลุกไหวหรือเปล่า” ผมถามเมื่อเห็นมันยังนั่งไม่ยอมลุก
“สบายพี่” ผมไม่ได้ว่าอะไร ยิ้มให้มันบางๆ ก่อนจะเป็นฝ่ายลุกขึ้นยืนก่อน
ผมยืนมองตั้มค่อยๆ
ลุกอย่างสงสารปนขบขัน ถึงจะบอกไม่เจ็บแต่ก็คงช้ำอยู่ไม่มากก็น้อย ไอ้ตั้มลุกขึ้นยืนเต็มสองขาช้าๆ
แต่มันทำท่าจะเซล้มไปข้างหลังมือผมไปไวกว่าความคิดเอื้อมไปดึงแขนมันไว้ได้ทัน
“ตกใจหมด
ตัวมึงจะหักไหมเนี่ย”
ผมแกล้งแซวตอนปล่อยแขนเพื่อให้มันกลับมายืนดีๆ ตั้มมันไม่ชอบให้ใครบอกว่ามันแห้ง
มันชอบพูดว่าตัวเองน่ะหุ่นสมส่วนคนอื่นน่ะอ้วนลงพุง
นี่มึงฝันกลางวันหรือป๋าโกหกเพื่อให้มึงสบายใจ
ผมยืนหัวเราะส่วนไอ้ตั้มแยกเขี้ยวแทบจะแดกหัว
“หุ่นดีเว้ย
ไปละป๋ามาแล้ว”
มันรีบเปลี่ยนสีหน้ามาเมื่อสุทธินันท์เดินตรงมาทางนี้
แรด....
คำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนนี้
แต่ก่อนตอนรักมันไม่เคยรู้สึกว่ามันเหมือนไอ้อุ้มมากมายขนาดนี้ ตอนนี้พออะไรๆ
มันสว่างเปิดตามองกว้างขึ้น ตั้มแม่งแรดจริงๆ
ไม่เห็นจะน่ารักตรงไหนเลย
ผมยืนมองตั้มกับพี่เอ็มกระหนุงกระหนิงกัน
ตอนแรกก็ขำไปกับท่าทางตลกๆ ของทั้งสองคนที่หยอกกันไปมา
แต่พอกลับมามองตัวเองก็ได้แต่หุบยิ้มไปเรื่อยๆ ปัญหาของผมกับไอ้ปริ๊นจะแก้จากตรงไหนดีในเมื่อผมยังสาเหตุไม่เจอเลย
ผมถอนหายใจและค่อยๆ
เบนสายตากลับมาก่อนจะมองไปกลางสนามฟุตบอล
“ปริ๊น.....” ผมครางเรียกชื่อคนที่ยืนมองตรงมาทางนี้เสียงแผ่ว
เกือบจะยิ้มเพราะดีใจอยู่แล้วแต่ก็ต้องแปก ผมรีบยั้งปากที่กำลังจะตะโกนเรียกมัน
เพราะไอ้ปริ๊นหันหลังให้ผมและเดินไปหานูรูลที่ยืนอยู่ไม่ไกล
ความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว.....
ผมกำลังจะก้าวไปหาไอ้ปริ๊นที่ยืนกับนูรูลคิดว่าต้องได้คุยกัน
แต่ก็มีมือมาจับแขนผมไว้จากทางด้านหลัง หันกลับไปมองอัตโนมัติว่ามือนั้นเป็นของใครที่ทำให้ผมไม่ได้เดินไปเพื่อคุยกับไอ้ปริ๊นมัน
“ไอ้แบ็ค”
“อย่าพี่”
มันพูดห้ามผม ใบหน้ามันเรียบนิ่งดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร อ่านยากอีกแล้ว
“อะไรวะ ไม่เข้าใจ” ผมถามมัน
“หลังค่ายนี้เราคงต้องมีเรื่องคุยกันหน่อย
แต่ตอนนี้พี่ควรอยู่ให้ห่างจากเพื่อนผมไว้ แค่นี้ที่ผมจะบอก”
มันบอกผมแต่ดูเหมือนจะคล้ายประโยคคำสั่งมากกว่า
มันทิ้งคำพูดไว้เท่านั้นก่อนจะเดินห่างออกไป
ผมมองตามหลังไอ้แบ็คด้วยความไม่เข้าใจ
มองเลยไกลออกไปเห็นไอ้ปริ๊นยืนเหม่ออยู่ข้างๆ นูรูลและบาสชนินทร์
และเหมือนมันจะรู้ว่ามีคนแอบมองมันเงยหน้ามามองผม
แต่ก็รีบหันหนีไปอีกทาง
อะไรกันวะ
นี่มันอะไรกัน!!!
13.36 น.
ณ โรงแรมเอส.ซี ปาร์ค
“เจอกันเว้ยพี่”
“เจอกันๆ”
เสียงพูดคุยของพี่น้องร่วมทีมชาติแต่ต่างสโมสรดังระงมทั่วโรงแรมหลังจากกลับมาจากกิเลนวัลเล่ย์
พวกเราทุกคนยังคงมาตั้งหลักกันที่โรงแรมในสปอนเซอร์ แล้วค่อยแยกย้ายกันกลับถิ่นใครถิ่นมันในเย็นวันนี้
ผมสบายหน่อยเพราะรถที่ใช้ในแคมป์ทีมชาติเป็นของสโมสรตัวเองก็เดี๋ยวคงจะติดรถกลับไปที่สโมสรแล้วค่อยขับรถกลับบ้าน
ผมจอดค้างไว้ที่นั่น
ส่วนใครที่อยู่ไกลจากกรุงเทพก็ต้องรอรถของสโมสรตัวเองมารับหรือไม่ก็ต้องนั่งรถของโรงแรมเพื่อไปยังสนามบินอย่างเช่น
สโมสรเชียงราย....
มันกำลังจะไปขึ้นเครื่อง
แต่เรายังไม่ได้คุยกันสักประโยคเลย
ตลอดช่วงเช้าผมได้แต่แอบมองไอ้ปริ๊นอยู่ห่างๆ
เราเหมือนกลับสู่สภาพเดิมตอนที่ยังไม่รู้จักกัน ทั้งๆ ที่เราเป็นแฟนกันแท้ๆ
แต่ตอนนี้มันเหมือนว่าไม่ใช่ พอผมจะเข้าใกล้ไอ้ปริ๊นก็คอยเดินหนีไปให้ห่าง
พอจะเดินไปหาอีกทีก็เจอมันอยู่กับไอ้แบ็คที่จ้องผมตาเขม็ง
เมื่อวานเรายังดีๆ อยู่เลย มันยิ้มให้ผม
ผมยิ้มให้มัน กวินทร์ไงปริ๊น....คนทื่ยืนอยู่ตรงนี้ยังเป็นกูคนเดิม
แต่มึงน่ะเป็นอะไร แค่เพียงข้ามคืน.....
มึงเป็นอะไรไป.....
“พี่ตอง”
ผมกำลังจะลากกระเป๋าไปหาไอ้ปริ๊นที่ยืนคุยอยู่กับพวกนูรูล
ข้างๆ กันมีไอ้ฟาร์มเด็กจากสโมสรเดียวกันกับมัน แต่ก็ดันมีคนเรียกผมไว้
อีกแล้ว เจ้าเดิม
“มีอะไร”
ผมหันไปถามแต่สายตายังคงคอยมองไอ้ปริ๊นไม่ห่าง ไอ้แบ็คถอนหายใจแต่ผมไม่สนใจ
“พี่เคยสัญญากับผมไว้ว่ายังไง” มันถาม สีหน้ามันดูไม่ดีเท่าไหร่ทำให้ผมต้องหันมาคุยกับมันเต็มตัว
“สัญญาอะไรของมึงวะแบ็ค” ผมยืนจ้องหน้าไอ้อาทิตย์ของแฟนๆ ตอนนี้ผมสับสนจนจะเป็นไมเกรนอยู่แล้ว
“สัญญาที่บอกว่าจะไม่ทำให้เพื่อนผมเสียใจไงพี่” มันพูดช้าชัดๆ ผมมองเลยไปด้านหลังไอ้แบ็คมีไอ้นิวนั่งรออยู่ที่โซฟา มันมองมาที่ผมพอดีได้แต่ยิ้มแห้งๆ
แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ผมสิงง ไปทำอะไรให้ใครเสียใจตอนไหนกัน
“กูว่ากูยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ
เพื่อนมึงนั่นแหละเป็นอะไร มีอะไรทำไมไม่มาบอกกู”
ผมโมโหและตอนนี้ผมก็เริ่มจะโกรธไอ้เด็กดอยนั่นแล้วด้วย
ไอ้แบ็คยังคงเงียบไม่พูดอะไรต่อ
แต่ผมสิเหมือนกินรังแตนรังผึ้งรังต่อผสมๆ กัน
มันเป็นแฟนผมแต่ทำไมคนที่ยืนตรงหน้าผมตอนนี้กลับไม่ใช่มัน
“ใครว่าพี่ไม่ได้ทำอะไร พี่น่ะคือต้นเหตุของความเสียใจทั้งหมดของมันเลยล่ะ”
“แต่กูยังไม่ได้ทำอะไร
แล้วมันจะเสียใจเพราะกูได้ยังไง” ไม่มีเหตุผล
มันไม่ควรมางอนผมแบบนี้
“พี่ตอง
พี่ไม่รู้หรอกว่าตลอดปีที่ผ่านมาพี่ทำมันเสียใจไปกี่ครั้งแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของตั้ม
ทีนี้พี่พอจะเข้าใจที่ผมพูดบ้างหรือยัง”
ผมยืนคิดสิ่งที่ไอ้แบ็คมันเพิ่งพูดจบไปเมื่อสักครู่นี้
เสียใจกี่ครั้งเหรอ....
“หมายความว่า......” ผมคิดว่าผมพอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างนะ ผมมองไอ้คนตรงหน้าด้วยความสับสนภายในใจ
“พี่รู้จักมันแค่สองอาทิตย์
แต่กลับกันมันรู้จักพี่มานานกว่านั้น...............
………….ไปถามมันเองดีกว่าพี่ตอง
พี่น่าจะไปฟังด้วยหูของพี่เอง”
มันบอกผมมาแบบนี้
ตอนนี้ผมเลยไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงก่อนดี ตกใจ หรือจะประหลาดใจดีที่ได้รู้ว่ามันไม่ได้รู้จักผมแค่สองอาทิตย์อย่างที่ผมเข้าใจ
ความรู้สึกของมันจะเป็นยังไง...............ถ้ามันต้องคอยมองดูผมแอบรักตั้ม
ในขณะที่มันเอง........
ผมก้มหน้าในขณะที่ไอ้แบ็คมันพูดสวนขึ้น
“สิ่งที่ผมจะพูดจะถามกับพี่ตอนนี้คือ.....................”
แต่ประโยคสุดท้ายของไอ้แบ็คก็ช่วยดึงให้ผมหลุดออกจากความคิดทั้งหมด
เป็นคำถามที่ผมควรหาคำตอบให้ได้สักที
“พี่รักไอ้ปริ๊นหรือยัง”
“รัก...เหมือนที่มันรักพี่หรือยังพี่ตอง”
PRINCE TALK
ณ สนามบินเชียงราย
“หิวไหมพี่” หันไปมองไอ้เด็กข้างตัว เห็นมันลูบท้องอย่างน่าสงสาร
ไหนจะนั่งรอเครื่องกว่าจะมาถึงมันยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย
ผมเองก็ยังไม่ได้กินแต่มันไม่หิวนี่สิ
“ไม่ล่ะ ง่วงมากกว่า” ผมเดินลากกระเป๋าไปที่ประตูทางออกช้าๆ
ไอ้ฟาร์มมันก็เข็นกระเป๋ามันเดินตามมาแต่ก็ได้ยินมันบ่นหิวๆ ไม่ขาดสาย
ออกมาเจอรถตู้ของมโมสรมาจอดรอรับพวกเราอยู่แล้ว
ตอนนี้เกือบๆ ทุ่มครึ่งกลับไปครัวในสโมสรก็น่าจะยังไม่ปิด
ข้าวคงยังไม่หมดหรอกผมคิดว่างั้น ผมบอกให้มันอดทนไอ้เด็กนี่ก็พยักหน้าหงึกๆ
ฟังแต่ไม่ทำตาม เพราะพักเดียวมันก็กลับมาบ่นว่าหิวใหม่เหมือนเดิม
“พี่ปริ๊น
ขอถามไรหน่อยได้ป่ะ” ขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อย ผมนั่งหลังคนขับแถวแรกไอ้ฟาร์มนั่งถัดไปอีกตัว
ทั้งรถมีพวกผมสองคนกับลุงคนขับรวมเป็นสามชีวิต
รถเคลื่อนตัวออกจากสนามบินได้ประมาณสิบนาทีแล้วไอ้ฟาร์มก็หันมาถามผมเสียงเบาคล้ายเสียงกระซิบ
“ว่ามา”
นั่งเช็คอะไรในโทรศัพท์ไปเรื่อย
สายตามองทุกอย่างบนหน้าจอแต่ถามสิว่าผมคิดถึงสิ่งที่อยู่ในมือหรือเปล่า
สมองผมมันไม่สั่งให้คิดเรื่องนี้เลย
“พี่กับพี่ตองโกรธอะไรกันหรือเปล่า” โทรศัพท์ในมือผมแทบร่วงตอนที่ไอ้ฟาร์มมันพูดจบ ผมหันขวับไปมองหน้ามัน
เห็นมันมองมาอย่างรอคอยคำตอบ
ผมหันหน้ากลับมาที่เดิม
นิ้วโป้งยังคงเลื่อนหน้าจอทัชสกรีนซึ่งสวนทางกับลูกตาที่เหม่อออกไปนอกหน้าต่าง
ดูง่ายขนาดนั้นเลยหรือไง.....
“อยากรู้ไปทำไม” ผมแกล้งถาม จะให้ตอบว่ายังไงดีล่ะ
จะเรียกว่าโกรธมันก็ไม่ใช่จะบอกว่าน้อยใจก็ไม่เชิง
เรียกว่าความชินชาจนทำให้ผมด้านชาก็แล้วกัน......
“พี่เป็นแฟนกัน
แต่พี่กลับเดินมาขึ้นรถคนเดียวเพื่อกลับมาเชียงราย แปลกไปหน่อยนะ” มันวิเคราะห์วิจารณ์ทำหน้าจริงจังจนผมหลุดขำ
“รู้ดี”
“ปกติพี่ก็ไม่ค่อยยิ้มแย้มอยู่แล้วไง
พอพี่มาเป็นแบบนี้ยิ่งดูหงอยเหงาเข้าไปใหญ่” ผมมองมัน
ส่วนไอ้ฟาร์มก็มองมาด้วยสายตาห่วงใย
ผมหันหน้าหนี
คำตอบของผมทำให้ไอ้ฟาร์มมันทำหน้างงนิดหน่อย
แต่พอมันเห็นว่าผมดึงหูฟังขึ้นมาเสียบเข้าที่หู
มันก็เลยเลือกที่จะไม่เซ้าซี้อะไรผมอีก สุดท้ายมันก็ยอมนั่งนิ่งๆ
ส่วนผมหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง ยกยิ้มโง่ๆ
ให้ตัวเองเป็นการเตือนสติถึงเหตุการณ์ทั้งหมดตลอดสิบกว่าวันที่ผ่านมา
ว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่กิเลนวัลเล่ย์นั้นผมแค่ฝันไป
มันไม่ใช่เรื่องจริง
ผมยังจำสายตาของพี่ตองตอนที่มองรูปตั้มในโทรศัพท์ได้ดี
ทั้งๆ ที่ผมยืนอยู่ใกล้ๆ แต่พี่ก็ยังไม่เห็น
มือผมกำโทรศัพท์แน่นเมื่อย้อนไปถึงตรงนั้น
ความทรงจำในคืนที่พี่ตองนอนดูรูปตั้มอยู่บนที่นอน
สายตานั้นเป็นสายตาที่พี่ตองใช้มองตั้มมาตลอดสองปี
สายตาคู่นั้นยังวางอยู่ที่เดิม และเป็นตั้มที่เป็นคนได้ไป....ไม่ใช่ผม
ก้มมองฝ่ามือทั้งสองข้างของตัวเอง
ตอนนี้มันสั่นเทายากจะควบคุมมือของผมที่เคยมีมือของใครบางคนจับประสานมันไว้
ฝ่ามือของคนที่บอกว่าจะจับมือผมไว้ให้แน่นๆ
จะพาเดินไปข้างหน้าด้วยกันแต่ตอนนี้มันไม่มี
มือพี่ตองพร้อมจะปกป้องตั้มแค่คนเดียว
ขอแค่คนตรงหน้าเป็นตั้ม พี่ตองจะยื่นมือเข้าไปช่วยได้ทันเสมอ
ไม่มีทางที่ตั้มจะล้มหรือเจ็บตัว
ไหนจะใบหน้าหมองเศร้า....
ผมมองใบหน้าตัวเองที่สะท้อนกับกระจกหน้าต่างรถตู้
ทุกอย่างบนนั้นปรากฏความเสียใจไว้ชัดเจนที่สุด ดวงตาสั่นระริกแต่เพราะบนรถมีคนอื่นจึงทำให้ผมร้องไห้ไม่ได้
แล้วถ้าเป็นพี่ตองล่ะ.......เขาคงจะเจ็บปวดใช่ไหมที่เห็นตั้มกับพี่เอ็มเขาอยู่ด้วยกัน
เสียใจใช่ไหมที่ต้องเป็นฝ่ายยืนมองเห็นเขารักกัน
พี่เจ็บปวดใช่ไหมผมเข้าใจมันดีเลยพี่ตอง
เพราะผมก็ต้องเป็นฝ่ายยืนมองพี่รักตั้มมาตลอดสองปีเหมือนกัน
สิบกว่าวันที่ผมเคยมี..........ความรู้สึกดีๆ ที่ผมเคยได้
ตอนนี้มันไม่มีแล้ว ทุกอย่างที่มันเคยเป็นของผม คำมั่นสัญญาอะไรพวกนั้น
รวมถึงกวินทร์ที่เคยอยู่ตรงหน้าผม.....ก็ไม่มีจริง
มันไม่มีอยู่จริง....
"รวมถึงกวินทร์ที่เคยอยู่ตรงหน้าผม.....ก็ไม่มีจริง"
ตอบลบประโยคนี้เศร้ามากค่ะ น้ำตาคลอเลย ฮรื่อออออ ทำไมแต่งดี T^T